แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมะสอนใจ ตอน โจรกลับใจ

ธรรมะสอนใจ

   ธรรมะสอนใจ ประจำวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ตอน โจรกลับใจ ... มีเรื่องเล่าว่า มีโจรกลุ่มหนึ่งเที่ยวปล้นผู้คนไปทั่ว โดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน วันหนึ่งได้วางแผนปล้นครอบครัวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ระหว่างที่รอจังหวะเข้าปล้นนั้น ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก จึงพากันวิ่งไปหลบฝนที่ใต้ถุนบ้าน ระหว่างนั้นภรรยาได้ลงมาเก็บของที่ใต้ถุน และพบโจรกลุ่มนั้นเข้าพอดี เธอเข้าใจว่าเป็นคนเดินทางทั่วไปที่เข้ามาหลบฝนชั่วคราว จึงโอภาปราศัยด้วยถ้อยคำที่มีไมตรีจิต  และเชิญชวนกินข้าวเย็นด้วยกัน โจรจึงพากันขึ้นไปกินข้าวบนบ้าน และได้พบสามีของหญิงคนนั้น ซึ่งมีอัธยาศัยดีไม่แพ้กัน หลังกินข้าวเสร็จแล้ว พวกโจรก็ล้มเลิกความคิดที่จะปล้นบ้านหลังนั้น และได้บอกความจริงถึงสถานะของตน พร้อมกับขอโทษที่คิดไม่ดี พร้อมทั้งรับประกันว่า จะไม่มีใครมาทำร้ายครอบครัวสามีภรรยาคู่นี้ตั้งแต่บัดนี้ไป จากนั้นจึงลากลับโดยไม่แตะต้องทรัพย์สินแต่อย่างใด
   เรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงเรืองเล่า ที่ในสังคมปัจจุบันอาจจะไม่มีจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของน้ำใจไมตรี ที่กระทำไปโดยไม่คิดหวังผลตอบแทน แต่ทำไปเพราะเห็นแก่มนุษยธรรม สามารถทำให้แม้แต่ผู้คิดร้ายกลายเป็นมิตรได้ นอกจากน้ำใจที่แบ่งปันแล้ว คำพูดไพเราะที่เรียกว่า ปิยวาจา ก็ทำให้ผู้คิดร้ายมีจิตใจที่อ่อนโยนได้เช่นกัน รวมความว่า ทั้งน้ำใจไมตรีที่เผื่อแผ่ และคำพูดที่น่ารักนั้น เพียงสองประการนี้ บางทีก็สามารถทำให้แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ ได้ ในทางกลับกัน หากสามีภรรยาคู่นี้ ละเลยน้ำใจไม่ตรีและคำที่ไพเราะแล้ว โอกาสที่จะถูกทำร้ายจากพวกโจรก็เป็นไปได้สูง
   ดังนั้น ทุกคนจึงควรแสดงน้ำใจ และพูดคุยต่อกันด้วยไม่ตรีจิตให้เป็นนิสัย เพราะในทางพุทธศาสนา กล่าวถึงเรื่องของการให้และคำพูดที่ไพเราะไว้ในหลักของสังคหวัตถุธรรม คือ หลักที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและกันไว้ได้เป็นอย่างดี แล้วเมื่อถึงเวลานั้น เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับเรื่อง โจรกลับใจ ดังกล่าวข้างต้น ก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ... ติดตาม #ธรรมะสอนใจ #ธรรมะก่อนนอน ได้ที่ ธรรมะสอนใจ 


ธรรมะสอนใจ ตอน เสาหลักของชีวิต

ธรรมะสอนใจ๔

ธรรมะสอนใจ ตอน เสาหลักของชีวิต
  ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน จำเป็นต้องมีเสาเป็นหลักค้ำจุนตัวอาคารไว้ ฉันใด ในการสร้างความดีทุกชนิด ก็จำเป็นต้องมีความไม่ประมาทเป็นแกนหลักรองรับ ฉันนั้น ความไม่ประมาทจึงนับว่าเป็นหลักธรรมะสำคัญอย่างยิ่งในการครองตน ครองคน และครองงาน ให้สำเร็จตามเป้าหมายในทุกด้าน ความไม่ประมาท คือ การมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จำทำสิ่งใดๆ ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม และไม่ยอมพลาดโอกาสในการทำความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำ ถึงกรรมไม่ดีที่ต้องเว้น เอาใจใส่สำนึกอยู่ในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่เสมอ ว่า "ถ้าประมาทในทุกเรื่อง ความรุ่งเรืองก็มิอาจเกิดขึ้นได้" ในปทสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระพุทธองค์ตรัสว่า
   "ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งหมดนั้นย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่ แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูลย่อมรวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น เหมือนกับผู้ประมาทเมามัวในชีวิตนั้น บัณฑิตท่านอุปมาไว้ว่า เสมือนผู้ที่ตายแล้วทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่" 

นิทานธรรมะ ตอน บันไดชีวิต

นิทานธรรมะก่อนนอน เรื่อง บันไดชีวิต

นิทานธรรมะ ตอน บันไดชีวิต ... ในการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน หรือตึกชั้นสูง ๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ บันไดขึ้น-ลง ถึงแม้ว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าไปมาก การก่อสร้างอาคารหรือตึกชั้นสูง ๆ มักจะติดลิฟต์เพื่อความสะดวก รวดเร็วและประหยัดเวลาในการขึ้น-ลงก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยอันตราย เช่น ถ้าไฟดับลิฟต์ค้าง ต้องติดอยู่ข้างใน ดีไม่ดีอาจถึงตายได้ เมื่อบันไดมีไว้สำหรับขึ้น-ลง ผู้ใช้บันไดก็ต้องมีความระมัดระวังในการใช้ คือถ้าเดินไม่ระมัดระวังมัวแต่ไปมองทางอื่นก็อาจจะสะดุดบันไดทำให้ได้รับความบาดเจ็บหรือตกบันไดได้ บางคนเกิดคึกคะนองแทนที่จะขึ้น-ลงทีละขั้น แต่กลับก้าวกระโดดข้ามขั้น จึงมีโอกาสถึงที่หมายได้เร็วเท่า ๆ กับมีโอกาสตกบันไดได้ง่ายด้วย

       ในการดำเนินชีวิตของคนเราก็เหมือนกับการก้าวขึ้นสู่บันได พระพุทธศาสนาได้แบ่งชีวิตของคนออกเป็น ๓ ขั้น หรือ ๓ วัย คือ

นิทานธรรมะ ตอน ประกันชีวิต

นิทานธรรมะ

นิทานธรรมะ ประจำวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ตอน ประกันชีวิต ... เป็นที่ทราบกันว่า การประกันชีวิต ก็คือการส่งเบี้ยประกันให้บริษัทที่รับประกัน แล้วได้รับความคุ้มครองตามวงเงินและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ เมื่อเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจะทำให้ได้รับผลประโยชน์ในรูปของค่าใช้จ่าย เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อยู่ข้างหลังได้วิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการประกันชีวิตด้วยวัตถุ เป็นวิธีการทางโลก
       แต่ยังมีการประกันชีวิตที่ดีกว่านั้น ก็คือการประกันชีวิตด้วยคุณธรรม เป็นวิธีการทางธรรม ทำให้ชีวิตมีความมั่นคง เป็นสุข และก้าวหน้าอย่างแท้จริงโดยการสร้างหลักประกัน ๓ อย่างขึ้นในตัวเอง คือ

นิทานธรรมะ ตอน ยันต์กันผี

นิทานธรรมะคติสอนใจ

นิทานธรรมะ ตอน ยันต์กันผี
  มีความเชื่อกันว่า ผีเป็นสิ่งที่ลึกลับมองไม่เห็นตัว มีทั้งดีและร้าย อาจให้คุณหรือโทษแก่คนได้ และโดยปริยาย ผี หมายถึง สิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ให้โทษแก่ผู้เกี่ยวข้อง เหตุนั้น ในหมู่คนที่เชื่อเรื่องผี จึงนิยมนำแผ่นผ้าลงอักขระภาษาขอมไปติดไว้เหนือประตูทางเข้าบ้านเรือน เพื่อใช้เป็นยันต์กันผี มิให้เข้าไปทำร้ายคนในบ้าน
   ผีตามความเชื่อจะมีจริงหรือไม่ คงหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ยาก แต่ที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนก็คือผีโดยปริยายที่หมายถึง สิ่งที่ไม่ดี หรือ สิ่งที่ให้โทษแก่ผู้เกี่ยวข้อง เป็นผีในชีวิตจริง ซึ่งในปัจจุบันมีมาก เช่น บุหรี่ เป็นต้น ที่ทำให้คนสูบได้รับพิษ คนใกล้ชิดได้รับภัย ข้อนี้พิสูจน์ได้ไม่ยากนัก เพราะมีหลักฐานที่เป็นหลักคำสอนในทางศาสนา ที่สอนว่าสิ่งเสพติดให้โทษเป็นอบายมุข เป็นหนทางนำชีวิตไปสู่ความเสื่อม หลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า บุหรี่เป็นสาเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง หลอดลมอักเสบ แก่เร็ว ผิวหนังเหี่ยวย่น เป็นต้น และหลักฐานรายงานจากองค์การอนามัยโลกที่เคยระบุว่า ปัจจุบันมีประชากรโลกเสียชีวิตจากบุหรี่ปีละ ๕ ล้านคน หรือคิดเฉลี่ยเสียชีวิต ๑ คน ในทุกๆ ๖ วินาที ดังนั้น ในช่วง ๒ นาทีที่ท่านกำลังอ่านนิทานธรรมะ ตอน ยันต์กันผี ในขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตจากพิษภัยบุหรี่จำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน
   ปัจจุบันรัฐบาลได้ตระหนักในพิษภัยของผีชนิดนี้มากขึ้น มีการออกฎหมายกำหนดสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ไว้อย่างชัดเจน มีการนำสติ๊กเกอร์ห้ามสูบบุหรี่ไปติดไว้ตามประตู ตามที่ทำงานบ้าง สาธารณะสถานต่างๆ บ้าง เพื่อเป็นการห้ามสูบบุหรี่ในที่นั้นๆ หรือบอกใบ้ให้รู้ว่า ที่นั้นๆ เป็นเขตปลอดบุหรี่ ซึ่งถ้าพิจารณาในแนวคิดทางธรรมแล้ว สติ๊กเกอร์ห้ามสูบบุหรี่ ก็คล้ายๆ กับยันต์กันผีที่ช่วยป้องกันโทษ ซึ่งมิใช่เฉพาะแก่ผู้สูบเท่านั้น แต่แก่คนรอบข้างเขาด้วย อย่างไรก็ตามสติ๊กเกอร์ดังกล่าว อาจไม่มีผล ถ้าคนคิดจะสูบเสียอย่าง เว้นแต่ว่า จะติดให้หนักแน่นที่ใจคนสูบเท่านั้น จึงจะเห็นผลได้อย่างแท้จริง ... นิทานธรรมะ

นิทานธรรมะ ตอน พุทธอุทาน

นิทานธรรมะก่อนนอน ตอน พุทธอุทาน

นิทานธรรมะ ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ ตอน "พุทธอุทาน" ... มีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า พระเทวทัต ได้พยายามทำร้ายพระพุทธเจ้าถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ว่าจ้างนายขมังธนู ให้ไปลอบปลงพระชนม์ ครั้งที่ ๒ แกล้งกลิ้งก้อนหินใหญ่หวังให้หล่นไปทับ และครั้งที่ ๓ ให้ปล่อยช้างไป หวังให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้ง ๓ ครั้ง จึงได้แยกตัวออกจากพระพุทธเจ้าไปตั้งสำนักของตัวเอง ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า "กรรมดีคนดีทำได้ง่าย กรรมดีคนชั่วทำได้ยาก กรรมชั่วคนชั่วทำได้ง่าย กรรมชั่วพระอริยะเจ้าทั้งหลายทำได้ยาก"
   จากพุทธอุทานข้างต้นนี้ให้ข้อคิดว่า ปริมาณของความดีและความชั่วที่ปรากฏในสังคมนี้ สะท้อนถึงสภาพจิตใจของผู้คนในสังคมนั้นด้วย หมายความว่า เวลาใดที่ใจรักดีใฝ่ดี ละอายชั่วกลัวบาป เวลานั้นคนก็พากันทำดี โดยมิต้องบังคับ เพราะใจเป็นบุญกุศล อยากจะทำเอง แต่ยามใดที่ถูก โลภ โกรธ หลง ครอบงำจนหักห้ามใจไม่อยู่แล้ว

นิทานธรรมะ ตอน บูชาบุคคลที่ควรบูชา

นิทานธรรมะสั้นๆ

นิทานธรรมะ ตอน บูชาบุคคลที่ควรบูชา
      การบูชามี ๒ ประเภท คือ ๑. บูชาด้วยเครื่องสักการะ เรียกอามิสบูชา ๒. บูชาด้วยประพฤติตามคำสอนเรียกปฏิบัติบูชา ทุกคนสามารถจะบูชาได้ทั้งสองอย่างในโอกาสเดียวกัน เช่น ขณะที่บูชาด้วยเครื่องสักการะ ก็ถือเป็นการบูชาด้วยการปฏิบัติด้วย เพราะนั่นคือการแสดงออกถึงความเป็นคนกตัญญู
      การบูชาบุคคลที่ควรบูชาด้วยอามิสนั้น หากบูชาถูกบุคคลจะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ เช่น ในสมัยพุทธกาล มีช่างจัดดอกไม้คนหนึ่ง ชื่อสุมนะ มีหน้าที่ต้องนำดอกมะลิ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสารทุกวัน วันหนึ่ง เขาถือดอกมะลิเดินไปพระราชวัง เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์แวดล้อมจำนวนมาก ก็มีจิตเลื่อมใส จึงคิดว่า แม้พระราชาจะทรงประหารหรือจะเนรเทศเราจากเมืองไปก็ตาม เราจะนำดอกมะลินี้ไปบูชาพระพุทธเจ้าให้ได้ จึงยอมสละชีวิตของตน โดยโปรยดอกมะลิทั้งหมดบูชาพระพุทธเจ้า ไม่ได้นำไปถวายพระราชา เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบเรื่องก็ทรงเลื่อมใสในการบูชาของเขา ได้พระราชทานช้าง ม้า ทาส ทาสี และนารีผู้ประดับด้วยเครื่องประดับสวยงามพร้อมเงินทองอีกมากมาย การบูชาบุคคลที่ควรบูชาจึงมีอานิสงส์มากเช่นนี้ และนี่เป็นเพียงการบูชาด้วยอามิสเท่านั้น หากบูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอนย่อมจะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่านี้แน่นอน ดังตัวอย่างที่พระอริยสาวกทั้งหลายได้ปฏิบัติบูชาและถึงฝั่งแห่งความพ้นทุกข์มาเป็นจำนวนมากแล้ว
       แต่มีข้อพึงระวังอยู่ว่า การจะเทิดทูนบูชาใครพึงพิจารณาให้รอบคอบด้วย เพราะถ้าบูชาคนผิด จะกลายเป็นยกย่องคนไม่ดี ทำให้ตัวเองพลอยเดือดร้อนหรือเป็นอัปมงคลไปด้วย เพราะการบูชาที่เป็นมงคลต้องเป็นการ "บูชาบุคคลที่ควรบูชา" เท่านั้น ... นิทานธรรมะ

นิทานธรรมะ ตอน บุญบันดาล

นิทานธรรมะคติสอนใจ

นิทานธรรมะ ตอน บุญบันดาล
มีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า สาวน้อยคนหนึ่ง ระหว่างที่เดินทางกลับจากการถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระอรหันต์ ได้ถูกงูพิษกัดตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นเทพธิดา เมื่อรู้ว่าได้สมบัติเพราะบุญนั้น เทพธิดาจึงไปทำการรับใช้พระอรหันต์องค์นั้นถึงกุฎี เพื่อรักษาสมบัติที่ได้แล้วให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่พระอรหันต์เห็นว่าไม่เหมาะที่ผู้หญิงจะอยู่สองต่อสองกับพระ จึงแนะนำนางให้ทำบุญโดยวิธีอื่นที่ถูกต้องต่อไป
        เหตุผลประการหนึ่งที่ศาสนาแนะให้ทำบุญคือความดีนั้น เพราะบุญสามารถบันดาลชีวิตผู้ทำให้เจริญได้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ในพระไตรปิฎก ได้แสดงผลของบุญที่สะสมเป็นประจำจนเป็นกองบุญแล้วว่า สามารถบันดาลสิ่งที่ยากลำบากทุกอย่างได้นับตั้งแต่มีรูปงาม จนถึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด คนที่มีรูปสวย รวยทรัพย์ นับวิชา มีมารยาท ชาติผู้ดี เป็นต้น ตามหลักศาสนาก็ถือว่ามีบุญเก่าส่งผลให้ทั้งสิ้น แม้แต่คุณสมบัติภายในของแต่ละบุคคล เช่น สติปัญญาที่เฉียบแหลม ความละอายชั่วกลัวบาป ความสามารถที่ดี เป็นต้นที่เป็นต้นทุนในการสร้างชีวิตในปัจจุบัน ก็เพราะบุญปรุงแต่งมาให้ ฉะนั้น บุญถึงแม้จะต้องฝืนใจทำบ้าง แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยินดีทำด้วยศรัทธา เพราะที่ใดที่มีคนมีบุญอาศัยอยู่มาก ๆ ที่นั้นย่อมมีแต่ความเจริญ ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
       เรื่องบุญบันดาลตามคัมภีร์ที่กล่าวมาอาจไม่ทันสมัย แต่เรื่องที่คนปัจจุบันเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือเพราะถูกรางวัลที่ ๑ ก็ดี เรื่องของคนที่ตกระกำลำบากแล้วมีผู้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือเป็นต้นก็ดี เหล่านี้ล้วนสะท้อนบุญบันดาลได้ทั้งสิ้น ฉะนั้น การสร้างบุญที่แต่ละคนมีความพร้อมทำแล้วมีความสุข จึงควรถือว่าทำเพื่อตนเองโดยแท้ ดังคำของพระที่ว่า "การสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ นำความสุขมาให้" ... นิทานธรรมะบล็อก

นิทานธรรมะ ตอน เบรกมือ

นิทานสั้นๆ ตอน เบรกมือ

   นิทานธรรมะ ตอน เบรกมือ ... เบรกเป็นเครื่องมือสำหรับห้ามล้อรถยนต์ โดยทั่วไปมี ๒ ลักษณะ คือ ๑. เบรกหลัก หรือเบรกเท้า เป็นเบรกที่ใช้ขณะรถวิ่งแล้วต้องการให้รถหยุด ๒. เบรกสำรอง หรือเบรกมือ ใช้ขณะรถจอดอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่ ในการใช้เบรก โดยเฉพาะเบรกมือนั้น มีบางครั้งที่ผู้ขับขี่ขับรถไปโดยลืมปลดเบรกมือ บางรายกว่าจะรู้ตัวรถก็วิ่งไปไกลหลายกิโลเมตรแล้ว ทำให้ผ้าเบรกไหม้มีกลิ่นเหม็น สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เกิดความสึกหรอของเครื่องยนต์มากกว่าปกติ
       ในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายการลืมปลดเบรกมือ นั่นคือ บางคนมีความกระตือรือร้นขยันออกกำลังกายทุกเช้าเย็นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ขณะเดียวกันก็สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหรือเที่ยวกลางคืนดึก ๆ ดื่น ๆ ไปด้วย เมื่อพฤติกรรมสวนทางกันเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่จะทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงตามที่ต้องการได้ มิหนำซ้ำบางรายนอกจากสุขภาพจะไม่แข็งแรงแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมมากกว่าเดิมอีกทั้ง ๆ ที่ออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ การกระทำอย่างนี้จึงไม่ต่างไปจากคนขับรถขณะที่เท้าเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถวิ่งไปข้างหน้า แต่มือก็ดึงเบรกมือขึ้นไว้ตลอดทาง ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าปกติและชำรุดเสียหายในที่สุด
       ผู้รักชีวิต เป็นห่วงสุขภาพแล้วหมั่นออกกำลังกาย นับว่าเป็นเรื่องที่ดี น่ายกย่อง แต่อย่าลืมปลดเบรกมือ ด้วยการลด ละ เลิกบุหรี่ สุรา ยาเสพติด ตลอดจนอบายมุขทุกชนิดเสียบ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบั่นทอนสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจอย่างมาก จะบั่นทอนเกิดความเสียหายอย่างไร ขอให้นึกถึงตอนขับรถยนต์แล้วลืมปลดเบรกมือก็จะทราบว่าเกิดความเสียหายเช่นเดียวกัน ... อ่านนิทานธรรมะ นิทานสั้นเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี เพราะไม่ใช่แค่นิทานสั้นๆ ให้ความสนุก แต่ยังให้ข้อคิด มีคติธรรมคำสอน ตามแนวทางแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับได้ว่า เป็นนิทานธรรมะคติสอนใจ นิทานธรรมะสั้น อ่านแล้วให้ความเพลิดเพลิน อ่านตอนไหนก็สนุก อ่านตอนไหนก็เพลิน  ทั้งหมดนี้มีใน นิทานธรรมะบล็อก

นิทานธรรมะ ตอน บวชไม่ศึกษ์

นิทานสั้นๆ เรื่อง บวชไม่ศึกษ์

"นิทานธรรมะ ตอน บวชไม่ศึกษ์"
      มีข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้ให้ข้อคิดเชิงเปรียบเทียบไว้ดีมากเกี่ยวกับคำว่า " บวชไม่ศึกษ์ " คือบวชแล้วไม่ศึกษาเล่าเรียนหลักคำสอนและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เมื่อเป็นเช่นนี้เขาย่อมไม่ได้ความรู้ในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ไม่เข้าใจหลักคำสอน ไม่รู้ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ตลอดทั้งไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา คนที่บวชแล้วไม่ศึกษาเล่าเรียนและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน ท่านเรียกว่า โมฆบุรุษ แปลว่า คนว่างเปล่า คือไม่ได้รับอะไรเลย เปรียบเหมือนคนที่จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมข้าวของใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ไปที่สถานีขนส่งแต่ไม่ยอมขึ้นรถ ได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่ในบริเวณสถานี เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่มีวันจะไปถึงเชียงใหม่ได้อย่างแน่นอน
       เรื่องเปรียบเทียบเชิงคำสอนนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า การตั้งเป้าหมายอะไรไว้ จะไม่สำเร็จด้วยการคิดเพียงอย่างเดียว ต้องลงมือกระทำทั้ง ๓ ทาง คือ ทางกาย เรียกว่า กายกรรม ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม ดังคำสอนที่เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้สมบูรณ์ และการทำจิตใจให้ผ่องใส จากหลักคำสอนที่เป็นหลักการสำคัญนี้ทำให้เราทราบว่า การตั้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์อะไรไว้ จะต้องลงมือทำให้ครบถ้วนกระบวนการ จึงจะสำเร็จ ในการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน โดยเนื้อแท้แล้วเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายอยู่ในใจแล้วว่าจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามนโยบายบริษัท ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ตลอดทั้งรักษาและปฏิบัติตัวอยู่ใน ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี ข้อกฏหมาย ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ดีที่สุด แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ตั้งเป้าหมายไว้เหมือนกัน แต่ไม่ตั้งใจทำ ถ้าจะเรียกล้อตามคำที่พูดกันว่า "คิดใหม่ ทำใหม่" ก็ล้อเป็นคนประเภท "คิดใหม่ แต่ทำเก่า" ได้แก่ คิดได้แต่ไม่คิด คือไม่ใส่ใจงาน คิดได้แต่ไม่บอก คือไม่ประสานติดต่อ และคิดได้แต่ไม่ทำ คือไม่พอใจที่จะลงมือทำ คนประเภทนี้ก็เหมือนคนที่ไปถึงสถานีต้นทางแต่ไปไม่ถึงปลายทาง หรือจะเรียกว่าเป็นพวกบวชไม่ศึกษ์ก็คงไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย จริงมั้ยครับทุกๆ ท่าน ... นิทานธรรมะ


นิทานธรรมะ ตอน นกแขกเต้า

นิทานธรรมะสั้นๆ เรื่อง นกแขกเต้า

นิทานธรรมะ ตอน นกแขกเต้า ... มีเรื่องเล่าว่า นกแขกเต้าฝูงหนึ่งบินไปกินข้าวในที่นาแห่งหนึ่งอยู่เป็นประจำ และในเวลากลับนกแขกเต้าตัวหนึ่งจะคาบเอารวงข้าวกลับไปด้วยวันละ ๓ รวง ชาวนาเกิดความสงสัยจึงดักจับนกตัวนั้นมาถาม นกแขกเต้าตอบว่า ข้าวทั้ง ๓ รวงที่คาบไปนี้ รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า คือเอาไปให้พ่อแม่กิน เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเราจนเติบโต จึงเป็นหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทน อีกรวงหนึ่งเอาไปให้เขากู้ คือเอาไปให้ลูกหลานกิน ในฐานะที่เราเป็นผู้ให้กำเนิดก็ต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี ต่อไปเขาจะได้กลับมาเลี้ยงดูเราบ้าง ส่วนอีกรวงหนึ่งเอาไปฝังไว้ คือเอาไปฝากเพื่อนนกด้วยกัน เพราะบางตัวแก่ชรา บางตัวพิการ ต้องอดอยากน่าสงสาร จึงคาบเอาไปฝากนกพวกนี้ด้วย
        ชาวนาได้ฟังคำอธิบายแล้วก็เกิดความเลื่อมใสว่า นกตัวนี้เป็นสัตว์ที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ มีความเมตตากรุณาต่อลูกหลาน ทั้งมีความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนนกด้วยกัน จึงยกนาข้าวส่วนหนึ่งให้พร้อมกับกล่าวว่า ขอให้เจ้าและญาติมิตรทั้งปวงมากินข้าวในที่นาแห่งนี้ได้ตามปรารถนาเถิด

นิทานธรรมะ ตอน หนี้

นิทานธรรมะคติสอนใจ เรื่อง หนี้

นิทานธรรมะ ตอน หนี้
       เมื่อกล่าาวถึงคำว่า หนี้ ถ้ามองในแง่บุคคล จะประกอบด้วยกลุ่มชน ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายเจ้าหนี้ กับฝ่ายลูกหนี้ และไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม พอเข้ามาสู่ระบบหนี้แล้ว ก็มักจะเกิดความกลัวด้วยกันทั้งนั้น คือ ฝ่ายเจ้าหนี้กลัวว่าจะถูกโกง ฝ่ายลูกหนี้กลัวจะหาเงินมาใช้คืนไม่ทันกำหนด กลัวถูกทวง จึงเกิดความทุกข์ใจว่า ยืมเขามาใช้ประเดี๋ยวก็หมด แต่เวลาใช้คืนกว่าจะหมด ช่างนานจริงๆ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว วันเวลาก็คงดำเนินไปเป็นปกติ แต่ทีผิดปกติ ก็คือ ความรู้สึกของลูกหนี้ต่างหาก
        กล่าวโดยภาพรวม อาจจะแบ่งหนี้ออกเป็น ๒ ประเภท คือ หนี้สิน กับหนี้กรรม
       หนี้สิน ได้แก่ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้ที่เรียกว่า เจ้าหนี้ และผู้รับที่เรียกว่า ลูกหนี้ และลูกหนี้จะต้องใช้หนี้ หรือตอบแทนให้เหมาะสม กับสภาพความเป็นหนี้ จึงจะเป็นไทแก่ตัวเอง แต่ถ้าใช้หนี้ไม่หมด ด้วยความจงใจก็ดี ด้วยความพลั้งเผลอก็ดี จะแปรสภาพไปเป็นหนี้ประเภทที่ ๒ คือ หนี้กรรม หรือภาษาพระท่าน เรียกว่า เศษกรรม หมายถึง การกระทำใดๆ ก็ตาม ที่ผู้ทำยังปลดเปลี้องหรือรับผล ของการกระทำนั้นไม่หมด หรือไม่เสร็จสิ้น ยังเหลือเศษที่จะคอยตามให้ผล ตามเก็บหนี้ข้ามภพข้ามชาติ จนกว่าจะหมด ไม่มีทางที่จะหลบหลีกได้ ดังมีคำกลอนเตือนใจว่า

นิทานธรรมะ ตอน หนามยอกเอาหนามบ่ง

นิทานธรรมะ

"นิทานธรรมะ ตอน หนามยอกเอาหนามบ่ง"
                เมื่อเราเดินทางเข้าไปในป่า ถ้าหากถูกหนามตำเท้า ย่อมทำให้เกิด ความเจ็บปวด และเป็นทุกข์ วิธีที่จะปลดเปลื้องทุกข์ ให้หมดไปก็คือ ต้องเอาหนามนั้นออก มิฉะนั้น จะกลัดหนอง และอักเสบอย่างรุนแรง ยากแก่การรักษา ปัญหาอยู่ที่ว่า สถานการณ์ในป่า เช่นนั้น เราจะหาเข็มที่ไหน มาบ่งหนามออกได้ นอกเสียจากเอาหนาม ที่มีความแหลมคม ชนิดเดียวกันนั่นเองบ่งออก ความเจ็บปวดเป็นทุกข์ จึงจะบรรเทาและหายได้ ลักษณะอย่างนี้ ภาษิตโบราณ เรียกว่า "หนามยอกเอาหนามบ่ง"
                 ปัจจุบันนี้มีหนามอีกชนิดหนึ่ง ที่กำลังทิ่มตำคนให้เป็นทุกข์อย่างไม่รู้ตัว หนามที่ว่านี้ เรียกตามศัพท์ศาสนาว่า "ตัณหา" แปลว่า ความอยาก บุคคลที่มีความอยาก อยากมีนั่น อยากมีนี่ หรืออยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่ เกินฐานะกำลังและความสามารถของตนเอง และดิ้นรนแสวงหาเพื่อตอบสนองความอยาก ด้วยวิธีการที่ผิดๆ ก็เสมือนว่าบุคคลนั้น กำลังถูกหนาม คือ ความอยาก ทิ่มตำให้ได้รับความเจ็บปวดเป็นทุกข์อยู่ เช่น อยากเป็นเศรษฐี มีเงิน มีรถ ก็แสวงหาด้วยการเล่นหวย หรือไปจี้ ปล้น คนอื่น เป็นต้น แทนที่จะตั้งใจทำงาน อดออมและประหยัด ชีวิตก็ยุ่งยากเพราะความอยากไม่ถูกทางของตนนั่นเอง หนาม คือ ความอยาก หนามชนิดนี้จะค่อยๆ ทิ่มตำชีวิตของบุคคลผู้ขาดปัญญา ให้เป็นทุกข์ และเดือดร้อนเรื่อยๆ จนเสียอนาคตในที่สุด ทางออกก็คือ จะต้องรีบรักษา วิธีการรักษาที่ดีก็คือ ต้องเอาหนาม คือความอยากนั่นเอง เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้รับผิดชอบ และใช้สติปัญญาให้มากขึ้น พร้อมปฏิบัติด้วยวิธีที่เป็นไปได้ เช่น อยากมีเงิน ต้องแสวงหา อยากมีการศึกษา ก็ต้องหมั่นเรียน อยากมียศและศักดิ์ศรี ก็ต้องมีความระมัดระวังให้มากขึ้น ถ้าเอาความอยากเป็นฐานสร้างพลัง ให้เกิดการกระทำที่ถูกและสุจริตอย่างนี้ ชีวิตของผู้นั้น ก็จะพ้นจากความทุกข์และขีดอันตราย จะกลายสภาพเป็นการเสริมสร้างอนาคต ให้แข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น

นิทานธรรมะ ตอน น้ำขึ้นให้รีบตัก

นิทานธรรมะสอนใจ เรื่อง น้ำขึ้นให้รีบตัก

นิทานธรรมะ ตอน น้ำขึ้นให้รีบตัก ... มีสำนวนไทยบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก" ความหมายก็คือเมื่อมีโอกาสดี ๆ ควรรีบทำทันที ไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ มิฉะนั้น อาจทำให้พลาดจากประโยชน์ที่ควรมีควรได้ สำนวนไทยบทนี้เตือนใจได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในเรื่องการสร้างอนาคต
       อนาคตของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ เป็นเรื่องไม่แน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดคิดไว้ เมื่อมีโอกาสหรือเมื่อโอกาสมาถึง ก็ไม่ควรทิ้งโอกาสนั้นหรือใช้โอกาสนั้นไปในทางเสพเสวยความสุขสบายเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองเห็นความมั่นคงของชีวิตในอนาคตเป็นเป้าหมายสำคัญ มองเหตุการณ์และเวลาที่มาถึงว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าประดุจน้ำที่กำลังขึ้น แล้วใช้เหตุการณ์หรือเวลานั้นเองสร้างชีวิตให้มั่นคง จนแน่ใจได้ว่าปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น ตนได้จัดการแสวงหาไว้เพื่อตนเองและครอบครัวแล้ว ในอนาคตแม้จะประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็จะไม่เดือดร้อนจนเกินไป
       สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการสร้างอนาคตนั้นคือการตัดสินใจ คนที่ได้รับความสำเร็จในชีวิต มักมีจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจที่ดี คาดการณ์อนาคตได้แม่นยำ แล้วรีบดำเนินการทันทีเมื่อมีโอกาสโดยไม่ลังเล เพราะการไม่ตัดสินใจเมื่อมีโอกาสหรือตัดสินใจผิด เป็นสาเหตุหนึ่งของความล้มเหลวในชีวิต ฉะนั้น หากประสงค์ที่จะมีชีวิตที่มั่นคง พึ่งตนเองได้ในอนาคตแล้ว ก็ควรรีบตัดสินใจทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับชีวิตทุกครั้งเมื่อโอกาสมาถึง เข้าทำนองที่ว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก" นั่นเอง  ต้องการอ่านนิทานธรรมะ ที่นี่มีนิทานธรรมะมาใหม่ทุกๆ วัน ขอแนะนำนิทานธรรมะยอดนิยม  นำเสนอนิทานธรรมะสั้น ๆ เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี นิทานธรรมะที่ไม่ได้แค่ความเพลิดเพลิน แต่ยังสอดแทรกหลักธรรมะ นึกถึง "นิทานธรรมะ" ต้องที่ นิทานธรรมะบล็อก

นิทานธรรมะ ตอน ธุระไม่ใช่

นิทานธรรมะสั้นๆ เรื่อง ธุระไม่ใช่

นิทานธรรมะ ประจำวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ นำเสนอ #นิทานธรรมะ ในตอน ธุระไม่ใช่ ... ในมงคลสูตร ได้พรรณนาลักษณะของคนพาลไว้กว้างขวางพิสดาร ในจำนวนนั้นมีคนพาลลักษณะหนึ่งที่อาจพบเห็นได้ไม่ยากและสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ผู้อื่นได้ง่ายที่สุด ได้แก่คนที่มีลักษณะที่เรียกตามพระบาลีว่า อะธุรายัง นิยุญชะติ แปลว่า ประกอบในสิ่งมิใช่ธุระ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ธุระไม่ใช่

        โดยปกติ คนทั่วไปย่อมมีงานที่ต้องทำ เรียกว่ามีธุระของตน ส่วนคนอื่นก็มีธุระของเขาเช่นกัน ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ ตั้งใจรับผิดชอบธุระของตนเองให้เต็มที่ ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้ทำธุระของเขาอย่างเต็มที่เช่นกัน แต่มีคนพวกหนึ่งที่ชอบทิ้งธุระของตน แล้วหาโอกาสสอดแทรกธุระของคนอื่น ทั้งการที่ไปเที่ยวสอดแทรกธุระของคนอื่นนั้น จะว่าเป็นเพราะชอบทำงานอย่างที่คนอื่นเขาทำอยู่นั้นก็ไม่ใช่ เพราะถ้ายกให้ทำจริง ๆ หรือแต่งตั้งมอบหมายให้รับผิดชอบ เป็นเรื่องเป็นราว ก็มักจะไม่เอา เป็นเพียงชอบทำให้เกะกะวุ่นวายเท่านั้น บุคคลประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนพาล เพราะมีแต่ก่อเรื่องไร้ประโยชน์ คือนอกจากไม่ได้งานการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วยังจะทำแต่ทางเสียหาย เช่นทำให้ติดขัดล่าช้า สร้างความอึดอัดขัดแย้งให้เกิดขึ้น ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของงานอย่างหนึ่ง

นิทานธรรมะ ตอน ข้อคิดจากต้นไม้

นิทานธรรมะสั้นๆ เรื่อง ข้อคิดจากต้นไม้

นิทานธรรมะ ตอน ข้อคิดจากต้นไม้ ... เป็นที่ทราบกันว่า ต้นไม้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ดินฟ้าอากาศและสภาวะแวดล้อมเป็นไปโดยปกติ ไม่วิปริตผิดเพี้ยน นอกจากนี้ ความเป็นไปของต้นไม้ ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าทางจริยธรรมสำหรับมนุษย์ด้วย คือ
        ๑. เป็นอาจารย์เรื่องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ต้นไม้เมื่อกิ่งก้านหนึ่งถูกตัดออกไปก็มีกิ่งก้านใหม่สร้างขึ้นมา เมื่อร้อนแล้งก็ทิ้งใบร่วงหล่น เป็นการประหยัดน้ำและอาหาร เมื่อฝนตกก็งอกงามเติบโตและยังมีลักษณะอีกหลายอย่างที่ต้นไม้แสดงออกถึงการปรับตัวให้อยู่รอดได้ตามธรรมชาติ การปรับตัวของต้นไม้จึงให้ข้อคิดกับมนุษย์ในเรื่องการต่อสู้และปรับตัว
       ๒. เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ เริ่มตั้งแต่ให้ดอกผลเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ ให้อากาศที่บริสุทธิ์ ให้ร่มเงาเป็นที่พักอาศัย ไปจนถึงให้ความสมดุลแก่ธรรมชาติซึ่งเป็นคุณใหญ่หลวงแก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย จนที่สุดแม้เนื้อไม้อันเป็นต้นของไม้นั่นเองก็ยังให้ประโยชน์ในการสร้างบ้านเรือนและข้าวของเครื่องใช้อีกมากมาย

นิทานธรรมะ ตอน รถไต่ถัง

นิทานธรรมะสั้นๆ ตอน รถไต่ถัง

นิทานธรรมะ ตอน รถไต่ถัง
      รถไต่ถัง คือรถที่ผู้แสดงใช้ขับขี่อยู่ในถังกลม ๆ ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น หวาดเสียว ผู้แสดงขับขี่รถไต่ถังนั้น ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วอย่างชำนาญ จนบางครั้งแม้ไม่จับที่ควบคุม หรือพวงมาลัยเลย ก็ยังสามารถบังคับรถให้วิ่งไปภายในถังวงกลมโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ

       เคยมีรายการโทรทัศน์ไปสัมภาษณ์ผู้แสดงว่า เคยแสดงผิดพลาดถึงขั้นตกลงมาบาดเจ็บหรือไม่ ผู้แสดงตอบว่า ตั้งแต่ฝึกจนชำนาญและมีประสบการณ์ในการแสดงแล้วไม่เคยผิดพลาดเลย เมื่อถามอีกว่า มีวิธีการหรือเคล็ดลับอย่างไรจึงไม่ผิดพลาด ก็ได้คำตอบว่า ถ้าเราไม่ประมาท มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ความผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น

       ในทางธรรม สติกับสัมปชัญญะเป็นของคู่กัน สติคือความระลึกได้ก่อนกระทำหรือก่อนพูดอะไร ให้ใช้สติควบคุมจิตไว้กับสิ่งที่เราเกี่ยวข้องเสมอ ส่วนสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวทั่วพร้อม ขณะทำกิจนั้น ๆ แท้จริงแล้วการดำรงสติสัมปชัญญะให้มั่นในขณะทำกิจต่าง ๆ นั้น ก็เป็นอันเดียวกันกับความไม่ประมาทนั่นเอง และเมื่อไม่ประมาทเสียแล้ว แม้จะแสดงผาดโผนอย่างไรก็ยากที่จะเกิดความผิดพลาด แต่ถ้าประมาท ต่อให้ขับขี่บนถนนที่ลาดยางอย่างดีหรือลงมือทำกิจอื่นที่ง่ายกว่านั้นก็มีโอกาสพลาดได้เสมอ ทั้งสติและสัมปชัญญะ จึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เพราะช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด นับว่าเป็นธรรมมีอุปการะมากจริง ๆ ดังนั้น เมื่อมีหน้าที่ก็พึงปฏิบัติหน้าที่นั้นด้วยความไม่ประมาท คือมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่ทุกขณะเถิด หากทำได้เช่นนี้ ความผิดพลาดย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

    อ่านนิทานธรรมะ (นิทานธรรมะมาใหม่ทุกๆ วัน) ขอแนะนำนิทานธรรมะยอดนิยม  นำเสนอนิทานธรรมะสั้น ๆ เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี นิทานธรรมะให้คติสอนใจ สั้นๆ ให้ทั้งความสนุก แต่สอดแทรกหลักธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สนใจนิทานธรรมะ ต้องที่ นิทานธรรมะ

นิทานธรรมะ ตอน ทางเสื่อมทั้ง ๔

นิทานธรรมะสอนใจ เรื่อง ทางเสื่อมทั้ง ๔

"นิทานธรรมะ" ตอน ทางเสื่อมทั้ง ๔ ... ธรรมชาติของคนเรา ย่อมหนีไม่พ้นสภาพที่เรียกว่า "ความเสื่อม" ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความเสื่อม ก็ยิ่งปรากฎมากขึ้นเท่านั้น เช่น ผมหงอก ฟันหัก หูตา แขนขาก็พลอยเสื่อม สมรรถภาพ แม้แต่ความทรงจำ และความคิดอ่านก็เชื่องช้าถดถอย นึกแล้วก็น่าใจหาย เพราะชีวิตที่หวงแหน จะไม่อาจกลับคืนดีดังเดิมได้ แต่ความเสื่อมดังกล่าว ก็ไม่มีใครหนีพ้น เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ
                แต่ความเสื่อมอีกชนิดหนึ่งเป็นความเสื่อมเพราะพฤติกรรม กล่าวคือ การปฏิบัติของตนเอง ซึ่งทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า "อบายมุข" ได้แก่
                ๑. ความเป็นนักเลงหญิง ได้แก่ยินดีหมกมุ่นอยู่ในกิจกรรมทางเพศ ผลที่สุดทำให้เกิดความเสื่อมต่าง ๆ ตามมา เช่น สิ้นทรัพย์ เสียชื่อเสียง ครอบครัวแตกแยก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตด้วยโรคร้ายในที่สุด
                ๒. ความเป็นนักเลงสุรา นอกจากจะทำให้เสียทรัพย์และเกิดโรคแล้ว ยังเป็นเหตุต่อการทะเลาะวิวาท และการขาดสติ ไม่อาจควบคุมตนเองได้ จนเป็น เหตุก่อความเสียหายอื่นๆ ได้อีก
                ๓. ความเป็นนักเลงการพนัน

นิทานธรรมะ ตอน โทษของการไม่รู้คุณ

นิทานธรรมะคติสอนใจ เรื่อง โทษของการไม่รู้คุณ

นิทานธรรมะ ประจำวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ตอน โทษของการไม่รู้คุณ ... มีนิทานเล่าเป็นคติสอนใจไว้ว่า กวางตัวหนึ่งถูกนายพรานไล่ล่าหมายจะสังหาร จึงวิ่งหนีสุดชีวิตจนไปพบพุ่มไม้หนาทึบพุ่มหนึ่งกระโดดเข้าไปหลบซ่อนตัวในพุ่มไม้นั้น เมื่อนายพรานตามมาทันแต่มองหาไม่พบก็ผ่านเลยไปทางอื่นเสีย กวางตัวนี้เห็นว่าตนเองปลอดภัยแน่แล้ว ก็เกิดความชะล่าใจ ยิ่งเห็นพุ่มไม้ที่อาศัยหลบซ่อนนั้นเต็มไปด้วยยอดและใบอ่อนที่เพิ่งออกมา มองดูแล้วช่างน่ากินยิ่งนัก ก็สำคัญว่าเป็นโชคดีที่มาพบอาหารอันโอชะแล้วและเล็มกินใบไม้นั้นอย่างเพลิดเพลิน จนพุ่มไม้กลับโล่งโปร่งบางไปถนัดตา ฝ่ายนายพรานเมื่อผิดหวังก็เดินกลับมาทางเก่า ได้มองเห็นกวางตัวนั้นอีกครั้ง จึงได้สังหารด้วยธนูสมดังใจหมาย ก่อนจะตาย กวางหวนคิดโทษตัวเองที่ได้ทำลายพุ่มไม้ซึ่งเคยช่วยชีวิตไว้ จึงเกิดสำนึกว่า "นี่แหละ โทษแห่งการทำลายสิ่งที่มีคุณ"

นิทานธรรมะ ตอน ทางชีวิต

นิทานธรรมะคติสอนใจ เรื่อง ทางชีวิต

นิทานธรรมะ ประจำวันเสาร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ ตอน ทางชีวิต ... สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสถามเด็กหญิงคนหนึ่งว่า เด็กน้อยเธอมาจากไหน? เด็กสาวตอบว่า ไม่ทราบ ตรัสถามต่อไปอีกว่า แล้วเธอจะไปที่ไหน? เธอตอบว่า ไม่ทราบ ชาวบ้าน ทั้งหลาย ที่อยู่ บริเวณนั้น ก็แสดง ความไม่พอใจ พากัน ติเตียน ต่าง ๆ นานาว่า พูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้กาลเทศะ ไม่มีการอบรมสั่งสอน เป็นต้น แต่ทุกคนก็ต้องประหลาดใจไปตาม ๆ กัน เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า หนูน้อย คนนี้ช่วงปัญญาหลักแหลมนัก ตอบคำถามได้ดี
                      ก่อนที่จะทราบความหมายของคำตอบนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์เกิดมาแล้วในโลกนี้ นอกจากจะต้องเดินทางไป ๆ มา ๆ ตามเส้นทางคมนาคมทางบก ทางเรือ ทางอากาศแล้ว ยังมีเส้นทางชีวิต ที่จะต้องเดิน อยู่อีกถึง สามสาย พระพุทธองค์ ได้ตรัส บอกเส้นทาง เหล่านั้น ไว้ว่า

                      ทางสายที่หนึ่ง  ชื่อ กามสุขัลลิกานุโยค เดินง่าย สะดวก และเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย เน้นความสนุก เพลิดเพลิน หมกมุ่นอยู่กับการกิน การดื่ม เสพสุข ทางกามารมณ์ แต่แล้วสุดสายปลายทางก็เป็นทุกข์ เดือดร้อนชีวิตไร้สาระแก่นสาร มีปัญหาตามมามากมาย

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget