แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะสอนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะสอนใจ แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมะสอนใจ ตอน มองทางบวก

ธรรมะสอนใจ ตอน มองทางบวก

ธรรมะสอนใจ ตอน มองทางบวก ... เมื่อเข้าสู่หน้าร้อนจะสังเกตเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น อากาศก็ร้อนอบอ้าวขึ้น ใบไม้มักจะเหี่ยวเฉาและร่วงหล่นสู่พื้นดิน แม้จิตใจของคนก็ดูเหมือนจะหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้นและทำงานได้น้อย โรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น รวมถึงอัคคีภัยก็มักเกิดขึ้นในหน้าร้อนนี้เช่นกัน เรียกว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล
        ขึ้นชื่อว่าปัญหา ท่านสอนให้มองในลักษณะเป็นคู่ปรับกัน เช่น มีร้อนก็มีเย็นเป็นเครื่องแก้ มีมืดก็มีสว่างแก้ เป็นต้น การมองในลักษณะนี้ ทำให้ผู้มองเกิดสติปัญญา เกิดกำลังใจที่จะข้ามปัญหานั้นไปให้จงได้ และปัญหาใดที่แก้ไขด้วยสติปัญญาแล้ว ปัญหานั้นมักจะสงบระงับอย่างถาวรเสมอ แต่หากใครมองเป็นอย่างอื่นจากนี้ เช่น มองว่าเป็นความโชคร้าย เป็นความอาภัพของชีวิต เป็นต้นแล้ว โอกาสที่จะออกจากปัญหาก็จะไม่มีทางเริ่มขึ้นได้ ยิ่งกว่านั้นอาจกลายเป็นคนที่จำนนต่อปัญหาไปเลยก็มี การมองในลักษณะคู่ปรับนี้ จึงเป็นการมองในทางบวกนั่นเอง เป็นวิธีที่ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งท่าน ว. วชิรเมธี แนะนำไว้ เช่น เมื่อเวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ เวลาเจอปัญหาซับซ้อนให้บอกตัวเองว่านี่คือโอกาสหรือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ เป็นต้น

ธรรมะสอนใจ เรื่อง ภาษาสามัคคี

นิทานก่อนนอน เรื่อง ภาษาสามัคคี

ธรรมะสอนใจ เรื่อง ภาษาสามัคคี
      นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงของไทยท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การพูดจาทำความเข้าใจกันนั้น อย่าเพียงแต่พูดด้วยเหตุผล แต่ให้พูดด้วยความรักต่อกัน ประโยคสั้น ๆ นี้น่าคิดมาก หากจะจำกัดความการพูดด้วยความรัก ก็น่าจะหมายถึง วจีสุจริต คือไม่พูดเท็จ ไม่ส่อเสียดยุแยงตะแคงรั่ว ไม่หยาบคาย ไม่เพ้อเจ้อไร้สาระเลื่อนลอย และที่สำคัญก็คือ พูดออกจากดวงจิตที่มีเมตตาหวังดีต่อกัน ที่ว่าต้องพูดด้วยความรักต่อกันนั้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความพึงพอใจในคำพูดมากกว่าเหตุผล หากใครสามารถพูดให้พึงพอใจได้ ก็พร้อมที่จะสมัครสมานสามัคคีด้วย และถ้าพูดมีเหตุผลด้วย ก็นับว่าดีสมบูรณ์แบบ แต่การพูดที่เอาแต่เหตุผลอย่างเดียวโดยไม่มีความเมตตาหวังดีต่อกัน บางครั้งก็ยุติปัญหาไม่ได้

ธรรมะสอนใจ ตอน ภาพลวงตา

นิทานก่อนนอน ตอน ภาพลวงตา

ธรรมะสอนใจ ตอน ภาพลวงตา
      คนที่ไม่อยากเข้าวัด รับศีล หรือฟังเทศน์ เป็นต้น ย่อมมีเหตุผลต่าง ๆ กัน เหตุผลประการหนึ่งก็คือ คิดว่าเป็นเรื่องโบราณ ไม่ทันสมัย ไม่เหมาะแก่ตัวเอง แต่ก็น่าเชื่อได้ว่า ความคิดชนิดนี้ก็น่าจะมีมานานนักหนาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาคิดได้กันในบัดนี้ คือคนโบราณเมื่อร้อยปีพันปีก่อนก็ต้องมีส่วนหนึ่งที่คิดอย่างนี้เช่นกัน จึงน่าสงสัยว่า เหตุใดความคิดนี้จึงไม่เป็นความคิดที่ตกยุค ล้าสมัยสำหรับผู้นั้นไปด้วย

       ความจริงในเรื่องนี้ก็คือว่า หลักศีลธรรมมีแต่ทำให้คนทันสมัย เช่น "ความสำรวม" ซึ่งเป็นหัวข้อที่ฟังชื่อแล้วน่าจะคร่ำครึสุด ๆ แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นว่า ในสังคมของคนที่เจริญแล้ว เขาจะต้องสำรวมระวังคำพูด การกระทำ และกิริยามารยาทต่าง ๆ อยู่เสมอ ยิ่งเป็นสังคมชั้นสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเคร่งครัดเท่านั้น และถ้าเป็นการสำรวมใจด้วยแล้วยิ่งสำคัญมาก เพราะคนที่เจริญแล้ว ต้องรู้จักสำรวม ควบคุมใจ ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ หรือสัญชาตญาณของตนเอง เพราะนั่นเป็นลักษณะดั้งเดิมของมนุษย์ที่ยังไม่มีการศึกษา ยังไม่ได้พัฒนา จึงซื่อสัตย์ต่ออารมณ์และความต้องการของตนถ่ายเดียว คนที่ขาดการสำรวมระวังตน จึงถือว่าเป็นคนทันสมัยไม่ได้แน่ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ไหน ๆ

ธรรมะสอนใจ ตอน ภัย ๓ อย่าง


#ธรรมะสอนใจ ตอน ภัย ๓ อย่าง ...  มีคำที่ผู้หลักผู้ใหญ่สอนกันแต่โบราณว่า คนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หรือที่กำลังตั้งหลักฐานนั้น ถ้าหวังความสำเร็จอย่างแท้จริง นอกจากจะต้องมีความขยันหมั่นเพียร หนักเอาเบาสู้แล้ว จะต้องระวังภัย ๓ อย่าง คือ ภัยจากไฟไหม้ ภัยจากน้ำท่วม และ ภัยจากผีหลอก
        ความจริง คำสอนนี้เป็นเพียงปริศนา มิได้มุ่งให้ระวังไฟ ระวังน้ำ หรือระวังผีอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป แต่ในที่นี้ ไฟหมายถึงบุหรี่ น้ำหมายถึงสุรา ผีหมายถึงการพนัน ท่านให้ระวังไฟไหม้ก็คือระวังโทษจากบุหรี่ ระวังน้ำท่วมก็คือระวังโทษจากสุรา และระวังผีหลอกก็คือระวังโทษจากการพนัน เพราะทั้ง ๓ อย่างนี้ซ่อนทุกข์โทษไว้นานัปการ เช่น เป็นเหตุให้เสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ภัยบางอย่างแม้จะดูว่าเสียทรัพย์ไม่มาก แต่ถ้าต้องเสียทุก ๆ วัน เงินทองที่หาได้ก็หมดไปโดยไม่จำเป็นทุกวันเช่นกัน เหมือนน้ำที่ซึมออกจากโอ่งรั่ว ถึงจะดูไม่มาก แต่ถ้าไหลซึมอยู่ตลอดไม่หยุด ไม่นานน้ำก็เกลี้ยงโอ่งได้ สำหรับภัยบางอย่างถึงแม้จะทำให้ได้ทรัพย์มาบ้างในเบื้องต้น แต่ก็มักจะลงท้ายด้วยการหมดเนื้อหมดตัวในที่สุด ที่สำคัญนอกจากเสียทรัพย์แล้ว ยังเป็นเหตุให้สุขภาพทรุดโทรม จิตใจก็ถูกครอบงำด้วยสิ่งที่เลวร้าย ครอบครัวก็อาจมีปัญหาเรื่องแตกแยกหรือขาดความอบอุ่น

ธรรมะสอนใจ ตอน ฟังแล้วไม่โกรธ

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน ฟังแล้วไม่โกรธ ... คำพูดสร้างความสุขและทุกข์ให้คนได้ง่ายที่สุด ในสุตตันตปิฎก คำภีร์มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จึงสอนวิธีฟังคำพูดของผู้อื่นเพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ไว้ว่า ถ้อยคำที่ผู้อื่นจะพูดกับเรานั้นมี 5 ลักษณะคือ

       ๑. พูดได้ถูกกาลเวลาบ้าง ไม่ถูกกาลเวลาบ้าง
       ๒. พูดเรื่องจริงบ้าง เรื่องไม่จริงบ้าง
       ๓. พูดคำอ่อนหวานบ้าง คำหยาบคายบ้าง
       ๔. พูดเรื่องมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง
       ๕. พูดด้วยเมตตาบ้าง พูดด้วยโทสะบ้าง

       เมื่อเขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้อยู่ พึงตั้งใจให้มั่นว่า จิตของเราจะไม่แปรปรวน จะไม่เปล่งวาจาหยาบคายโต้ตอบ เราจะเกื้อกูลแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เขาเท่าที่ทำได้ จะมีเมตตาต่อเขา ไม่โกรธตอบ เราจะปรารถนาให้เขามีความสุข ไม่มีเวร ไม่พยาบาทต่อเขาเลย

       เพราะเราบังคับคนทั้งโลกให้พูดตามที่เราต้องการไม่ได้ จึงต้องบังคับตัวเองให้เข้มแข็งแทนด้วยการปฏิบัติตามคำสอนข้างต้น จิตใจที่เข้มแข็งและมีเมตตาจะทำให้บรรเทาความโกรธเสียได้ ทำให้ชีวิตเป็นสุขขึ้น ดังคำประพันธ์ที่ว่า
ฆ่าความโกรธได้ก็หายทุกข์   เกษมสุขเสพสันติ์และหรรษา
ไร้ธุลีกลุ้มรุมสุมอุรา   ดั่งจันทราเมฆหมดไม่บดบัง
ไม่ฆ่าโกรธให้ตายไม่คลายทุกข์ จะหมายสุขเสพสันติ์นั้นอย่าหวัง
เหมือนเมฆหมอกราคีมีพลัง เข้าบดบังเปื้อนปะศศิธร
ธรรมะสอนใจ ตอน ฟังแล้วไม่โกรธ

ธรรมะสอนใจ ตอน ฟังหูไว้หู

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน ฟังหูไว้หู ... มีสำนวนไทยบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หมายความว่า การได้ยินได้ฟังจากคนอื่นถึงจะดูหนักแน่นน่าเชื่อถืออย่างไรก็ไม่เท่ากับได้พบได้เห็นด้วยตนเอง การจะเชื่ออะไรจะปฏิบัติอย่างไรจึงต้องไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน แม้ว่าเหตุการณ์หรือบุคคลเหล่านั้นจะน่าเชื่อถือและมีความสุจริต แต่คนที่สุจริตก็พลั้งเผลอ คิดผิด พูดผิด ทำผิดได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงพวกมีเจตนาแอบแฝง ท่านจึงสอนให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองเสียก่อน เพื่อความรอบคอบยิ่งขึ้น เพราะการด่วนเชื่อในลักษณะไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่มีเหตุผล นั้น ย่อมเสี่ยงต่อการพูดและการกระทำที่ผิดพลาด แล้วนำมาซึ่งความเดือดร้อนหายนะได้

       เรื่องการใช้สติปัญญาประกอบความเชื่อนี้ ศาสนาพุทธได้สอนหลักความเชื่อที่เรียกว่ากาลามสูตร ไว้ ๑๐ ประการ คืออย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟัง ๆ กันมา อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อ ๆ กันมา อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรรกะ คือตรึก นึกคิดเอา อย่าเพิ่งเชื่อโดยอนุมาน คือคาดคะเนเอา อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดตรองตามแนวเหตุผล อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้ และอย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูอาจารย์ของตน ต่อเมื่อได้ใช้สติปัญญาสอบสวนจนรู้และเข้าใจตามเป็นจริงแล้ว จึงค่อยเชื่อและปฏิบัติตาม

       ฉะนั้น เมื่อได้ยินใครพูดหรือประสบเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม อย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อเสียทั้งหมด ควรฉุกคิดใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ทราบชัดตามเป็นจริงเสียก่อนแล้วจึงเชื่อและปฏิบัติไปตามนั้น เข้าทำนองฟังหูไว้หูนั่นเอง หากทำได้เช่นนี้ ชีวิตย่อมดำเนินไปโดยสวัสดิภาพ ปราศจากความผิดพลาดเสียหายอย่างแน่นอน ... ธรรมะสอนใจ ตอน ฟังหูไว้หู

ธรรมะสอนใจ ตอน พินาศเพราะกิเลส

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน พินาศเพราะกิเลส
      มีเรื่องเล่าว่า ชายสองคนเป็นสหายกัน พากันไปบวงสรวงเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏว่าเทพเจ้าพอใจอนุญาตให้เขาทั้งสองขอสิ่งที่ปรารถนาได้โดยเสรี โดยบอกว่าใครขอก่อนขอเท่าใดก็จะได้เท่านั้น ส่วนคนที่ขอภายหลังจะได้สิ่งนั้นเหมือนกัน แต่ได้มากเป็นสองเท่า สหายทั้งสองต่างดูเชิงกันอยู่พักใหญ่ เพราะเกี่ยงกันว่า คนขอก่อนจะได้เพียงส่วนเดียว ส่วนคนขอทีหลังจะได้มากถึงสองส่วน ในที่สุดคนแรกก็ตัดสินใจขอพรจากเทพเจ้าก่อน แต่แทนที่จะขอทรัพย์สินเงินทอง กลับขอให้ดวงตาของตนบอดไปข้างหนึ่ง ด้วยหวังว่าเพื่อนที่ขอทีหลังจะได้ตาบอดทั้งสองข้าง ผลก็คือตาของตัวเองบอดไปข้างหนึ่งจริง ๆ ส่วนคนที่สองเข้าใจว่า คนแรกคงจะขอทรัพย์สินเงินทองเป็นแน่ และเทพเจ้าก็คงจะประทานความร่ำรวยให้ ในเมื่อตนขอภายหลังก็จะต้องร่ำรวยกว่าคนแรกถึงสองเท่าอย่างแน่นอน คิดดังนั้น เขาจึงได้ขอพรเช่นเดียวกับที่คนแรกขอไว้ ในที่สุดดวงตาของเขาก็บอดสนิททั้งสองข้าง

       เรื่องนี้ เมื่อมองในแง่หลักธรรมพบว่า คนแรกมีจิตริษยาคนอื่น ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนรักกัน จิตประเภทนี้จะคอยคิดในทางตัดรอนหรือทำลายผลประโยชน์ของคนอื่น เห็นใครได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ ส่วนคนที่สองมีลักษณะละโมบจัด เห็นแก่ได้เป็นหลัก ไม่มีความคิดเรื่องการเสียสละอยู่ในใจ เมื่อคนทั้งสองมาคบกันผลสุดท้ายก็พินาศ ทั้งสองฝ่าย

       พระพุทธศาสนาสอนว่า จิตที่มีลักษณะริษยาและโลภจัดนั้น เป็นเหมือนสนิมที่คอยกัดกินจิตใจให้เสื่อมทราม ดุจสนิมที่กัดกินเหล็กให้ผุกร่อน คนมีปัญญาจึงหมั่นกำจัดสนิมดังกล่าวออกจากจิตใจตนเอง และวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ ก็คือ หัดชื่นชมยินดีในความสำเร็จของผู้อื่นและเสียสละประโยชน์ส่วนตนดูบ้าง หากทำได้ นอกจากจะป้องกันมิให้ความพินาศเกิดขึ้นได้แล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมให้จิตใจเยือกเย็นอิ่มเอิบ มีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย ... ธรรมะสอนใจ ตอน พินาศเพราะกิเลส
     
      อ่านนิทานธรรมะสอนใจ (นิทานธรรมะมาใหม่ทุกๆ วัน) ผู้ที่สนใจธรรมะไม่ควรพลาดนิทานธรรมะสั้น ๆ ธรรมะก่อนนอน เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี นิทานธรรมะให้คติสอนใจ สั้นๆ ให้ทั้งความสนุก สอดแทรกหลักธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สนใจนิทานธรรมะ ต้องที่ "นิทานธรรมะ" [ธรรมะสอนใจ]

ธรรมะสอนใจ ตอน เพียงผู้โดยสาร

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน เพียงผู้โดยสาร
      ผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง จำต้องจับจองตั๋วโดยสาร เมื่อได้รับแล้วมักเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของที่นั่งตามหมายเลขในตั๋ว หากมีใครมานั่งแทนที่ เราจะอ้างกรรมสิทธิ์ว่าที่นั่งตรงนั้นเป็นของเรา ขณะที่ใช้บริการอยู่ เมื่อยังไม่ถึงที่หมาย ก็เข้าใจว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่ตราบนั้น แต่พอถึงที่หมายปลายทางก็จะลงจากพาหนะที่โดยสารนั้นไปโดยไม่มีความอาลัย ประหนึ่งรู้ว่ากรรมสิทธิ์ของเรามีเพียงเท่านี้เอง ปล่อยให้ที่นั่งเป็นของคนอื่นต่อไป
       หากจะเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง ทรัพย์สินเงินทอง ตลอดทั้งตำแหน่งหน้าที่ เป็นต้น ก็เปรียบเหมือนอุปกรณ์สำหรับโดยสาร ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยให้ดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเท็จจริงมักเกิดปัญหาขึ้น ๒ อย่าง คือ

       ๑. ละเลย คือ ไม่ใช้อุปกรณ์โดยสารนั้นให้เกิดประโยชน์ เช่นมีทรัพย์ก็ไม่ใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดสาระแก่ชีวิต มียศมีอำนาจก็ปล่อยให้โอกาสที่จะสร้างคุณประโยชน์หลุดลอยไป เป็นต้น

       ๒. ยึดติด ได้แก่ ลุ่มหลงหมกมุ่นจนเกินพอดี ครั้งเมื่อจะได้ บางครั้งก็ไม่คำนึงถึงถูกผิดและความเหมาะสม ส่วนครั้งเมื่อจะเสียก็กลัดกลุ้มฟูมฟายจนมีแต่ทุกข์ เต็มไปด้วยความหวงแหนยึดมั่นประหนึ่งว่า แม้ตายก็จะเอาติดตัวไปด้วยได้

       เมื่อจะเดินทางไปที่ใดก็ตาม รถยนต์ที่โดยสารไป เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการไป ไม่ใช่เป้าหมายที่จะไป ในข้อเท็จจริง เมื่อต้องลงจากรถโดยสาร จึงไม่มีใครอาลัยอาวรณ์ หวงแหนยึดมั่นกับรถคันนั้นอีก ทรัพย์สมบัติและลาภยศก็เช่นกัน คือเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย จึงต้องวางท่าทีในลักษณะที่ว่า ใช้ให้เกิดประโยชน์เมื่อได้ และไม่ทุกข์ใจเมื่อเสีย

       ทำได้อย่างนี้ การเดินทางของเราจึงจะไม่เป็นทุกข์โดยที่ไม่ควรจะเป็น และจะถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสะดวกปลอดโปร่งใจ .... ธรรมะสอนใจ ตอน เพียงผู้โดยสาร

ธรรมะสอนใจ ตอน เพื่อนแท้

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน เพื่อนแท้ ... ชายคนหนึ่ง ถูกตัดสินประหารชีวิต ก่อนตาย เขาขออนุญาตผู้ควบคุมไปล่ำลาเพื่อน แล้วรีบตรงไปหาเพื่อนคนแรกซึ่งรักมากที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แล้วถามว่าถ้าเขาต้องตายเพื่อนจะทำอย่างไร เขาได้รับคำตอบแบบคิดไม่ถึงว่า “ถ้าเธอตาย เราก็จบกันแค่นี้” พอไปหาเพื่อนคนที่สองซึ่งมีความสำคัญต่อเขามาก เพราะเคยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เพื่อนคนนี้มา แต่พอเล่าเรื่องจบคำตอบที่ได้ก็คือ “ถ้าเธอตาย ฉันก็มีเพื่อนใหม่” เขาเดินคอตกไปหาเพื่อนคนที่สามที่เคยดูแลเอาใจใส่กันมาก่อน เล่าเรื่องให้ฟังแล้วถามเหมือนเดิม ได้รับคำตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง” สุดท้ายเขาไปหาเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งตนเองไม่ค่อยสนใจใยดีนัก แต่พอเล่าเรื่องจบกลับได้รับคำตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไปด้วย” เขารู้สึกผิด และเสียดายอย่างยิ่งที่ตลอดชีวิตไม่เคยเห็นค่าของเพื่อนคนนี้เลย

  ในเรื่องนี้ ท่านผู้รู้ได้เปรียบเทียบไว้ดังนี้
   เพื่อนคนที่หนึ่งเปรียบ คือ ร่างกายของเราเอง เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ เราจะบำรุงบำเรอมันทุกอย่าง อยากได้อะไรเป็นต้องหาให้ แต่พอถึงเวลาตาย เรากับร่างกายก็จบกันแค่นี้
   เพื่อนคนที่สองท่านเปรียบเหมือน ทรัพย์สมบัติ เพราะทั้งชีวิตเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่พอตายลง สมบัติเหล่านั้นกลับไปอยู่กับคนอื่นแทน
   เพื่อนคนที่สามก็คือ ญาติพี่น้อง เพราะเหตุที่เคยอุปการะเลี้ยงดูกันมา พอเราตายลง เขาจะทำหน้าที่จัดการศพให้ ทำบุญอุทิศไปให้ เหมือนไปส่งเราได้ในระยะหนึ่ง
   ส่วนเพื่อนคนที่สี่ซึ่งในขณะมีชีวิตเรามักไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก แต่เมื่อสิ้นลมกลับติดตามเราไปตลอดเพื่อนคนนี้ก็คือ บุญกับบาป 
   ไม่ว่าจะเป็น ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือญาติพี่น้อง ทุกอย่างสำคัญหมดก็จริง แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับเรื่องบุญเรื่องบาปด้วย เพราะเป็นเพื่อนที่ต้องติดตามไปถึงภพหน้า และควรให้ความสำคัญตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ เพราะถ้าถึงวันนั้น ต่อให้นึกได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ... ธรรมะสอนใจ ตอน เพื่อนแท้

ธรรมะสอนใจ ตอน พันท้ายนรสิงห์

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน พันท้ายนรสิงห์
       บรรพบุรุษไทยผู้มีชื่อเสียงที่คนไทยรู้จักกันดีและเทิดทูนนั้นมีมากหลาย แต่ละท่านก็ดีไปคนละด้าน แต่สำหรับผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเพื่อรักษาหน้าที่และกฎระเบียบไว้ คงไม่มีใครเกินพันท้ายนรสิงห์

      ประวัติกล่าวว่า คราวหนึ่ง พันท้ายนรสิงห์ทำหน้าที่ถือท้ายเรือพระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าเสือเพื่อเสด็จประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี ครั้นเรือพระที่นั่งถึงตำบลโคกขาม คลองที่นั่นคดเคี้ยวมาก พันท้ายนรสิงห์คัดท้ายเรือไม่ทัน โขนเรือจึงไปชนกิ่งไม้ใหญ่เข้าเต็มแรงจนหักตกลงน้ำ พันท้ายนรสิงห์จึงกระโดดขึ้นฝั่ง และกราบทูลขอพระราชทานอาญาเพื่อให้ตัดศีรษะตนเองตามกฎมณเฑียรบาล แม้สมเด็จพระเจ้าเสือจะพระราชทานอภัยโทษให้ถึงสองครั้ง พันท้ายนรสิงห์ก็ไม่ยอม ทูลขอให้ลงพระอาญาถึงครั้งที่สาม ในที่สุด พระองค์จำต้องให้ตัดศีรษะด้วยความอาลัยเป็นอย่างยิ่ง แล้วโปรดให้สร้างศาลขึ้น ดังปรากฏอยู่ที่บ้านพันท้ายนรสิงห์ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ในปัจจุบัน

      เรื่องนี้ชวนให้คิดว่า ทำไมคนบางคนเมื่อทำผิดก็ยังยืนยันจะรับโทษถึงตายทั้งที่มีโอกาสจะพ้นผิดได้ ยิ่งเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องจริง มีตัวตนอยู่จริง ๆ ไม่ใช่นิยาย หรือเป็นแค่อุดมคติเลื่อนลอย ก็ยิ่งทำให้น่าคิด ถ้าฟังแล้วพยายามอ่านเข้าไปในความคิดของเขา บางทีก็จะช่วยให้ได้แง่คิดดี ๆ และเหตุผลที่กว้างขวางออกไป ไม่จมอยู่แค่ความคิดและความต้องการของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตได้ เพราะเรื่องดี ๆ ทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากความคิดที่ดี ๆ นี่แหละ ... ธรรมะสอนใจ ตอน พันท้ายนรสิงห์

ธรรมะสอนใจ ตอน พระคุณพ่อ

ธรรมะสอนใจ 9
ธรรมะสอนใจ ตอน พระคุณพ่อ
   คำว่า “พ่อ” หมายถึงชายผู้ให้กำเนิดแก่ลูก มีความสำคัญสำหรับชีวิตของผู้เป็นลูกทุกคน แต่บางครั้งการได้ยินคำนี้จนชินหู หรืออยู่ร่วมกันจนคุ้นเคยก็ทำให้รู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา ความสำคัญของพ่อนั้นนอกจากให้กำเนิดชีวิตแก่เราแล้ว ท่านยังทำหน้าที่สำคัญอีก ๕ ประการ คือ 
๑. ห้ามลูกไม่ให้กระทำความชั่ว 
๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี 
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา 
๔. จัดการเรื่องคู่ครองที่เหมาะสมให้ 
๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันควร 
        ในทางพระพุทธศาสนา ได้เปรียบพ่อว่า เป็นประดุจพระพรหม เพราะมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อลูก เป็นประดุจบุรพเทพ เพราะคอยระวังป้องกันภัยต่าง ๆ ให้ลูกก่อนเทพเหล่าอื่น เป็นประดุจบุรพาจารย์ เพราะได้สอนลูกก่อนอาจารย์อื่น ๆ และเป็นประดุจอาหุเนยยบุคคล เพราะเป็นผู้ที่เหมาะสมแก่การรับสิ่งของ เช่น ข้าว น้ำ เป็นต้นของลูก จึงได้ชื่อว่าบุพการีชน คือผู้ที่ทำอุปการะมาก่อนแก่ลูก เมื่อลูก ๆ รำลึกรู้ถึงพระคุณของพ่อ เรียกว่า กตัญญูแล้ว ต้องตอบแทนพระคุณท่าน เรียกว่า กตเวทีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ๕ ประการ คือ
๑. ท่านเลี้ยงมาแล้วเลี้ยงท่านตอบ
๒. ช่วยเหลือแบ่งเบาภารกิจของท่าน
๓. ดำรงวงศ์ตระกูลของท่านไว้ให้ดี
๔. ปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับที่เป็นทายาทของท่าน และ
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศให้

       อนึ่งในโอกาสที่วันพ่อของชาติ คือวันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพ่อของชาติ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง ประสงค์ให้พสกนิกรทั้งปวงมีความร่มเย็นเป็นสุข สมควรที่พวกเราเหล่าพสกนิกรจะถวายความจงรักภักดีด้วยการปฏิบัติตนให้ตั้งอยู่ในพระบรมราโชวาทต่าง ๆ เช่น ในความ “รู้รักสามัคคี” เป็นต้น
       หากเราทั้งหลายกระทำได้เช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่ามีความตระหนักและซาบซึ้งในพระคุณพ่อและได้ชื่อว่าได้ตอบแทนทั้งพระคุณพ่อของตนและพระคุณพ่อของชาติด้วย ... ธรรมะสอนใจ ตอน พระคุณพ่อ

ธรรมะสอนใจ ตอน ปล่อยวางเสียบ้าง

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน ปล่อยวางเสียบ้าง
มีเรื่องเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์หนึ่ง ได้รับแจกันลายครามอายุหลายร้อยปีและมีราคาแพงมากจากผู้ศรัทธา เวลาศิษย์วัดทำความสะอาดพระตำหนัก พระองค์จะคอยกวดขันให้ระมัดระวังแจกันใบนั้นเป็นพิเศษ จนวันหนึ่งก็ได้เรื่องขึ้นมาจริง ๆ ขณะที่ศิษย์ทำความสะอาดอยู่นั้นได้เผลอทำแจกันตกแตกเสียงดังสนั่น พระองค์ประทับอยู่ตรงนั้นพอดี แต่แทนที่จะโกรธหรือเสียใจกลับรับสั่งออกมาว่า “เออ หมดภาระไปเสียที”

        มีคำที่พระพุทธเจ้าสอนบทหนึ่งว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” การสอนเช่นนั้น บางท่านเข้าใจไปว่า ทำให้ขาดความกระตือรือร้น ตัดขาดการเสพสุขในเรื่องต่าง ๆ และเลยไปถึงขั้นทำให้ขาดความรับผิดชอบในภารกิจหน้าที่ เป็นต้น คือมองเห็นว่าการปล่อยวางกับการปล่อยทิ้งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความจริงการไม่ยึดมั่นในที่นี้เป็นเรื่องที่เกิดเพราะรู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลายว่ามีการเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย และแตกดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อต้องการสิ่งใดก็ทำแค่สร้างเหตุปัจจัยของสิ่งนั้นให้ถูกต้องดีงามที่สุด ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นความรับผิดชอบที่ตรงจุดมากกว่าวิธีอื่นด้วยซ้ำ ส่วนการใช้ความยึดมั่นถือมั่นเพื่อสร้างความรับผิดชอบนั้น แม้จะได้ผล แต่ก็เต็มไปด้วยความบีบคั้น โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ตามที่หวังหรือเมื่อได้แล้วต้องเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดทุกข์ ท่านจึงสอนว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ความหมายก็คือไม่ควรยึดมั่นด้วยอำนาจกิเลส แต่ให้กระทำด้วยกุศลฉันทะคือความรักดีใฝ่ดีเป็นที่ตั้ง ตามหลักที่ว่า “ตัณหาเป็นสิ่งที่ต้องละ ฉันทะเป็นสิ่งที่ต้องเจริญ”

       ตามเรื่องข้างต้นแสดงว่าสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น มิได้ยึดมั่นถือมั่นแจกันลายครามด้วยกิเลสตัณหา จะมีก็แต่ความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลแจกันนั้นให้ดีที่สุดซึ่งเป็นกุศลฉันทะเท่านั้น ดังนั้น เมื่อแจกันราคาแพงมีอันเป็นไปจึงมิได้เสียดายหรือยึดติด แต่กลับทรงอุทานออกมาว่า “เออ หมดภาระไปเสียที” ... ธรรมะสอนใจ ตอน ปล่อยวางเสียบ้าง

ธรรมะสอนใจ (3 เรื่อง)

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ นำเสนอเรื่องราวธรรมะสอนใจสั้นๆ ธรรมะในชีวิตประจำวัน อ่านเพื่อเป็นข้อคิด อ้างอิงกับหลักธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โรคบางอย่างรักษาด้วยการใช้ยา และสำหรับโรคที่เกี่ยวกับใจ หรือ กำลังใจ ส่วนใหญ่แล้ว ยาที่รักษาโรคนี้ได้ดีที่สุด ก็คือ ธรรมะ ในบทความนี้ นำมาให้อ่านกันแบบ 3 เรื่อง 3 แนว อ่านเพื่อความบันเทิง อ่านเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพิ่มกำลังใจก็ได้  ถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างไรต้องขออภัย กับ ธรรมะสอนใจ...

"ธรรมะสอนใจ" 
ตอน คนละเรื่องเดียวกัน
   สังคมสมัยก่อนในตอนเช้า เรามักจะเห็นภาพคุณลุงคุณป้า ชอบไปนั่งจิบกาแฟกับปาท่องโก๋ แถวๆ ร้านกาแฟหน้าปากซอยอยู่เสมอ เราเรียกชุมนุมย่อยๆ นี้ว่า "สภากาแฟ" กาแฟโบราณนั้น มีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่งคือ จะใส่นมข้นหวานไว้ด้านล่าง แล้วเทน้ำกาแฟลงไปด้านบน ถ้าใครชอบหวานมากก็ชงนมด้านล่างให้ผสมกับเนื้อกาแฟ สำหรับคนที่ชอบหวานน้อยก็อาจดื่มโดยไม่ต้องคนเลย เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้มีอยู่ว่า วันหนึ่ง คุณลุงคนหนึ่งก็ไปนั่งจิบกาแฟที่สภากาแฟ พอดีหลานสาวเจ้าของร้านอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงมาช่วยยายขายกาแฟ พอหลานยกกาแฟมาส่งที่โต๊ะ คุณลุงก็พูดขึ้นว่า "นมน้อยจัง" หลานสาวเกิดอาการเขินอาย" ตอบกลับไปด้วยเสียงเบาๆ ว่า "เพิ่งขึ้นค่ะ" ยายได้ยินดังนั้นก็ทุบโต๊ะดังปัง แล้วตะโกนสวนไปว่า "เพิ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้งสองเดือนแล้ว"
   สรุปว่า ลุงพูดถึงนมในแก้วกาแฟ หลานสาวพูดถึงหน้าอกของตัวเอง ส่วนยายหมายถึงราคานมที่ปรับราคาขึ้น เรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน ที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ในความตลกขบขันนั้น ถ้าพิจารณาให้ดี ก็จะได้แง่คิดทางธรรมว่า คนเราอาจพูดกันคนละเรื่องทั้งๆ ที่คิดว่ากำลังพูดเรื่องเดียวกันเข้าทำนองว่า คนละมุมมอง คนละข้อคิดเห็น คนละประเด็นข้อสังเกตุ แต่เรื่องเดียวกัน ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอาจเกิดจากสภาวะจิตที่ถูกปรุงแต่งขณะนั้น เช่น คนหนึ่งกำลังพิจารณากาแฟในแก้ว อีกคนหนึ่งกำลังกังวลเรื่องความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนเอง และอีกคนหนึ่งกำลังกังวลเรื่องกำไรขาดทุน
   ดังนั้น ความเข้าใจผิดจึงเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้แม้จะกำลังพูดภาษาเดียวกัน นั่งพูดกันตัวต่อตัว และ ไม่มีใครมีเจตนาบิดเบือนข้อมูล เรื่องดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด และหากเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องที่สำคัญ ความเสียหายก็จะมีมากตามไปด้วย การสื่อสารในองค์กรก็เช่นเดียวกัน หากขาดความระมัดระวัง ไม่ใช้สติกำกับในเรื่องที่คิด ในกิจที่กำลังทำ และในคำที่กำลังจะพูด เราก็จะประสบกับเรื่องราวในลักษณะ "คนละเรื่องเดียวกัน" อย่างแน่นอน ... ธรรมะสอนใจ ตอน คนละเรื่องเดียวกัน

ธรรมะสอนใจ ตอน ผู้กำกับ

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน ผู้กำกับ
   เวลาที่เราดูละครทีวี หรือชมภาพยนตร์เรื่องต่างๆ จะเห็นได้ว่าบทบาทการแสดงของดารานั้น มีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจของเราให้มีอารมณ์ร่วมอย่างน่าอัศจรรย์ และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของตัวละครที่แสดงนั้นก็คือ "ผู้กำกับ" เพราะผู้กำกับคือผู้กำหนดบทบาทการแสดงให้กับดาราแสดงออกมาให้สมบทบาทมากที่สุด
  ในชีวิตเราก็เช่นกัน เราต่างมีผู้กำกับที่คอยดูแลช่วยเหลือให้เราดำรงชีวิตอยู่ในบทบาทที่ดีงามตลอดเวลา ผู้กำกับที่ว่านี้ก็คือ "สติ" สติแปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ ฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ เช่น นึกถึงสิ่งที่จะทำจะพูดได้ นึกถึงสิ่งที่ทำ คำพูดที่พูดไว้แล้วได้ไม่หลงลืม ระงับยับยั้งชั่งใจได้ ไม่เลินเล่อผลั้งเผลอ
   สติ เป็นธรรมมีอุปการะมาก คือ ทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอ สตินั้น หากนำไปใช้กับทางโลกทั่วไป ก็ย่อมเกิดประโยชน์มหาศาล การคิดอ่านย่อมเป็นระบบ จิตย่อมมีสมาธิในการทำกิจการงาน อารมณ์ก็เย็นไม่ค่อยโกรธ เครียด หรือทุกข์ใจ ถ้าฝึกฝนจนเป็นมหาสติ ก็จะได้ประโยชน์ในทางธรรมด้วย กล่าวคือ เห็นความจริงของกายกับจิต ว่ากายและใจของเรานั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวเรา
   สติ คือ ผู้กำกับที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล ทั้งทางโลกและทางธรรม ดังนั้น ถ้าหากประสงค์จะประสบความสุข ความสำเร็จในชีวิต ก็พึงเจริญสติให้เป็นผู้กำกับของชีวิตอย่างเต็มรูปแบบเถิด เพราะ "สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดก็เกิดปัญหา" วันนี้ท่านมอบหน้าที่ให้ผู้กำกับชีวิตของท่านได้ทำงานแค่ไหน ตัวท่านเองคือผู้ให้คำตอบ ... ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน โจรกลับใจ

ธรรมะสอนใจ

   ธรรมะสอนใจ ประจำวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ตอน โจรกลับใจ ... มีเรื่องเล่าว่า มีโจรกลุ่มหนึ่งเที่ยวปล้นผู้คนไปทั่ว โดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน วันหนึ่งได้วางแผนปล้นครอบครัวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ระหว่างที่รอจังหวะเข้าปล้นนั้น ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก จึงพากันวิ่งไปหลบฝนที่ใต้ถุนบ้าน ระหว่างนั้นภรรยาได้ลงมาเก็บของที่ใต้ถุน และพบโจรกลุ่มนั้นเข้าพอดี เธอเข้าใจว่าเป็นคนเดินทางทั่วไปที่เข้ามาหลบฝนชั่วคราว จึงโอภาปราศัยด้วยถ้อยคำที่มีไมตรีจิต  และเชิญชวนกินข้าวเย็นด้วยกัน โจรจึงพากันขึ้นไปกินข้าวบนบ้าน และได้พบสามีของหญิงคนนั้น ซึ่งมีอัธยาศัยดีไม่แพ้กัน หลังกินข้าวเสร็จแล้ว พวกโจรก็ล้มเลิกความคิดที่จะปล้นบ้านหลังนั้น และได้บอกความจริงถึงสถานะของตน พร้อมกับขอโทษที่คิดไม่ดี พร้อมทั้งรับประกันว่า จะไม่มีใครมาทำร้ายครอบครัวสามีภรรยาคู่นี้ตั้งแต่บัดนี้ไป จากนั้นจึงลากลับโดยไม่แตะต้องทรัพย์สินแต่อย่างใด
   เรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงเรืองเล่า ที่ในสังคมปัจจุบันอาจจะไม่มีจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของน้ำใจไมตรี ที่กระทำไปโดยไม่คิดหวังผลตอบแทน แต่ทำไปเพราะเห็นแก่มนุษยธรรม สามารถทำให้แม้แต่ผู้คิดร้ายกลายเป็นมิตรได้ นอกจากน้ำใจที่แบ่งปันแล้ว คำพูดไพเราะที่เรียกว่า ปิยวาจา ก็ทำให้ผู้คิดร้ายมีจิตใจที่อ่อนโยนได้เช่นกัน รวมความว่า ทั้งน้ำใจไมตรีที่เผื่อแผ่ และคำพูดที่น่ารักนั้น เพียงสองประการนี้ บางทีก็สามารถทำให้แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ ได้ ในทางกลับกัน หากสามีภรรยาคู่นี้ ละเลยน้ำใจไม่ตรีและคำที่ไพเราะแล้ว โอกาสที่จะถูกทำร้ายจากพวกโจรก็เป็นไปได้สูง
   ดังนั้น ทุกคนจึงควรแสดงน้ำใจ และพูดคุยต่อกันด้วยไม่ตรีจิตให้เป็นนิสัย เพราะในทางพุทธศาสนา กล่าวถึงเรื่องของการให้และคำพูดที่ไพเราะไว้ในหลักของสังคหวัตถุธรรม คือ หลักที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและกันไว้ได้เป็นอย่างดี แล้วเมื่อถึงเวลานั้น เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับเรื่อง โจรกลับใจ ดังกล่าวข้างต้น ก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ... ติดตาม #ธรรมะสอนใจ #ธรรมะก่อนนอน ได้ที่ ธรรมะสอนใจ 


ธรรมะสอนใจ ตอน เสาหลักของชีวิต

ธรรมะสอนใจ๔

ธรรมะสอนใจ ตอน เสาหลักของชีวิต
  ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน จำเป็นต้องมีเสาเป็นหลักค้ำจุนตัวอาคารไว้ ฉันใด ในการสร้างความดีทุกชนิด ก็จำเป็นต้องมีความไม่ประมาทเป็นแกนหลักรองรับ ฉันนั้น ความไม่ประมาทจึงนับว่าเป็นหลักธรรมะสำคัญอย่างยิ่งในการครองตน ครองคน และครองงาน ให้สำเร็จตามเป้าหมายในทุกด้าน ความไม่ประมาท คือ การมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จำทำสิ่งใดๆ ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม และไม่ยอมพลาดโอกาสในการทำความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำ ถึงกรรมไม่ดีที่ต้องเว้น เอาใจใส่สำนึกอยู่ในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่เสมอ ว่า "ถ้าประมาทในทุกเรื่อง ความรุ่งเรืองก็มิอาจเกิดขึ้นได้" ในปทสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระพุทธองค์ตรัสว่า
   "ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งหมดนั้นย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่ แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูลย่อมรวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น เหมือนกับผู้ประมาทเมามัวในชีวิตนั้น บัณฑิตท่านอุปมาไว้ว่า เสมือนผู้ที่ตายแล้วทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่" 

"ธรรมะสอนใจ" เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอน ปีศาจหลังยาว

ธรรมะสอนใจ 3

"ธรรมะสอนใจ" เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอน ปีศาจหลังยาว
     ปีศาจหลังยาว เป็นปีศาจอีกตัวหนึ่งในกลุ่มปีศาจจำแลง ๖ ตัว เหตุที่ได้ชื่อว่าปีศาจหลังยาว เพราะเมื่อเข้าสิงใครแล้วคนถูกสิงจะกลายเป็นคนเกียจคร้าน เหมือนสำนวนไทยที่ว่า “ขี้เกียจสันหลังยาว” นั่นเอง
        คนเกียจคร้านนั้นเป็นคนอาภัพ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เขาก็เป็นคนที่มีศักยภาพหลายอย่างเหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหละ แต่เพราะถูกความเกียจคร้านครอบงำ ความรู้ความสามารถที่จะพึงมีพึงใช้ ก็เลยถูกพันธนาการไว้สิ้น แม้แต่มือและเท้าซึ่งเป็นดุจกลไกวิเศษก็พลอยหมดสภาพลงทุกที สติปัญญาเล่าก็วนเวียนอยู่แต่การคิดหาเหตุผลมาสนับสนุนการไม่ทำงาน เช่น ว่าตอนนี้ยังร้อนอยู่บ้าง หนาวเกินไปบ้าง ยังเช้าอยู่บ้าง เย็นหมดเวลาแล้วบ้าง แล้วผัดผ่อนเข้าข้างตัวเองหาความสบายเฉพาะหน้าไปเรื่อย ๆ ความคิดอย่างนี้พอเกิดขึ้นแล้วก็ไปเสริมความเกียจคร้านที่มีอยู่เดิมให้หนักแน่นขึ้นไปอีก และทำนองเดียวกัน ความเกียจคร้านที่ได้กำลังเสริมนี้ก็ไปหนุนความคิดเดิม ๆ ให้หยั่งลึกลงไปอีก หมุนเวียนอย่างนี้ไม่จบสิ้น
       ถ้าพิจารณาให้ดี ความสุขอาจไม่ใช่ความสบาย และความสบายก็อาจไม่ใช่ความสุข เห็นได้จากคนที่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งต้องทิ้งความสบาย ต้องเหนื่อย ต้องร้อน แต่เขาก็มีความสุขกับการทำงานนั้นได้ ส่วนคนที่นั่งกินนอนกินอย่างเดียว ทำอะไรไม่ได้ ต้องถือว่าสบาย แต่ก็ไม่มีความสุข ดังนั้น คนที่มุ่งแต่ความสบายเฉพาะหน้าอย่างเดียว ไม่อยากรับผิดชอบ ไม่อยากทำงาน จึงต้องคิดเสียใหม่ว่า การกระทำอย่างนั้นเป็นการเดินเข้าไปหาความเสื่อม ไม่ใช่ความสุข เพียงแต่หน้าฉากแฝงความสบายบ้าง ความสนุกสนานบ้าง ความเพลิดเพลินบ้าง เป็นเครื่องล่อใจตามวิสัยเล่ห์กลของปีศาจหลังยาว ซึ่งผู้ที่หวังความเจริญต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ... ธรรมะสอนใจ เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอน ปีศาจหลังยาว

ขอแนะนำ "ธรรมะสอนใจ" น่าอ่าน



"ธรรมะสอนใจ" เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอน ปีศาจหรรษา

ธรรมะสอนใจ

"ธรรมะสอนใจ" เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอน ปีศาจหรรษา
     การเที่ยวกลางคืนนั้น แม้จะทำให้ชีวิตสนุกสนานและผ่อนคลายตามวิสัยปุถุชน แต่ถ้าเที่ยวจนติดโดยเฉพาะในเวลาและสถานที่ที่ไม่สมควร ก็จะเป็นการก้าวพลาดอีกอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะบั่นทอนความมั่นคงใน ๓ ด้านใหญ่ ๆ คือ

        ๑. ด้านครอบครัว ครอบครัวเป็นฐานสำคัญของชีวิต การทิ้งครอบครัวไปในยามดึกดื่นค่ำคืนชื่อว่าตั้งอยู่ในความประมาท อีกประการหนึ่งเป็นการบั่นทอนความรักความผูกพันที่จะพึงมีต่อกัน ทำให้ขาดความอบอุ่นและแตกแยกได้

       ๒. ด้านเศรษฐกิจ ได้ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ เพราะต้องใช้จ่ายหมดเปลืองไปโดยง่าย ความเบิกบานหรรษาที่ได้จากการเที่ยวเตร่ก็เป็นเรื่องชั่วครู่ชั่วยาม เป็นความสุขอำพรางเกิดแล้วก็หายไป แต่เงินที่หมดนั้นหมดจริง หนี้ที่เกิดขึ้นก็เกิดจริง ซึ่งจะต้องตามแก้ด้วยความยากลำบาก

"ธรรมะสอนใจ" เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอนปีศาจสุรา

"ธรรมะสอนใจ"

"ธรรมะสอนใจ" เรื่อง ปิศาจจำแลง ตอนปีศาจสุรา
     คนไทยจำนวนหนึ่งมีความเชื่อว่า ในโลกนี้มีสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวอาศัยอยู่ด้วย สิ่งนั้นคือผีหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปีศาจ ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของผีหรือปีศาจนั้น คือการเข้าสิงคน ทำให้คนที่ถูกสิงมีอาการต่าง ๆ บางคนพอถูกสิงก็ขอกินนั่นกินนี่ บางคนแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้อื่น แต่ทั้งหมดนี้ผู้ถูกสิงไม่รู้ตัวว่าทำหรือพูดอะไรออกไป ต่อเมื่อผีที่สิงอยู่ออกไปแล้วนั่นแหละจึงอยู่ในสภาพปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        ปรากฏการณ์ของปิศาจดังกล่าว แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ทำให้เห็นข้อเปรียบเทียบอย่างหนึ่งว่า อาการที่ทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวบ้างแต่ควบคุมตนเองไม่ได้ เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งบงการอยู่นั้น ไม่ได้มีเฉพาะอาการของคนที่ถูกผีเข้าสิงเท่านั้น ความจริงแล้วเกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่ดื่มสุราเกินประมาณ คนโบราณจึงเปรียบผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอบายมุขว่าเหมือนผีเข้าสิง เช่น ผีสุรา ผีการพนัน เป็นต้น ในข้อเท็จจริง สุรานั้นมีแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาท เมื่อดื่มมากเกินควร มักทำให้ขาดความยั้งคิด ก่อการทะเลาะวิวาท บั่นทอนกำลังกายกำลังสติปัญญา ทั้งเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายหลายชนิด ที่สำคัญทำให้ขาดสติ อาจทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนคนที่ถูกผีเข้าสิงก็ได้

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget