แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะให้คติสอนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะให้คติสอนใจ แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมคติสอนใจ ตอน ตายอมตะ

นิทานธรรมะ ตอน ตายอมตะ

ธรรมคติสอนใจ ตอน ตายอมตะ @นิทานธรรมะ
      เมื่อพูดถึงความตายคนส่วนใหญ่ไม่อยากฟังหรือสนทนาด้วย เพราะเห็นว่าความตายเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นสิ่งไม่ดี ไม่อยากคิดหรือพูดถึง แต่พระพุทธศาสนาสอนในทางตรงกันข้าม คือให้หมั่นระลึกถึงความตายอยู่เสมอ และการระลึกถึงความตายนี้ถือว่าเป็นกุศล ไม่ใช่อัปมงคล เพราะทำให้เกิดคติเตือนใจให้ไม่ประมาทในวัย ในชีวิต ในความไม่มีโรค และไม่หวาดกลัวหรือหวั่นวิตกเมื่อความตายมาถึง เรื่องที่ช่วยให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทและมีสติมั่นไม่พรั่นพรึงต่อความตายนั้น ไม่ว่าจะตีความในแง่ไหนก็ไม่สามารถเป็นอัปมงคลไปได้ เพียงแต่ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อกลัวตายก็ไม่อยากตาย ไม่อยากให้สิ่งที่กลัวนั้นเกิดขึ้น รังเกียจที่จะพูดที่จะเห็น ที่สุดไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง การพูดถึงเรื่องความตายจึงเป็นอัปมงคลเฉพาะในแง่ความรู้สึกของคนเท่านั้น ไม่ใช่ในแง่ข้อเท็จจริง
       ความตายนั้นท่านไม่ได้สอนให้กลัว แต่สอนให้สู้ด้วยความไม่ประมาท รีบสร้างคุณประโยชน์ สร้างความดีไว้ให้มาก เมื่อร่างกายแตกดับ จะได้เหลือคุณความดีไว้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นที่อาลัยเคารพรักแก่ผู้อยู่เบื้องหลัง จะเห็นได้ว่าบางท่านแม้หาชีวิตไม่แล้ว คนอยู่หลังก็ยังสร้างรูปเหมือนหรืออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชาแทนผู้ที่ตาย เช่นนี้ก็คือตายแต่ตัว แต่ชื่อเสียงความดีไม่ได้ตายไปด้วย เรียกว่าตายแบบไม่ตายหรือตายอมตะ ดังคำพระยืนยันว่า รูปัง ชีระติ มัจจานัง นามะโคตตัง นะ ชีระติ อันหมายถึง ถึงร่างกายเสื่อมสิ้นไป แต่ชื่อเสียงและความดีไม่มีวันแตกดับ
      ไหน ๆ ทุกคนจะต้องตายแน่ ๆ อยู่แล้ว จะไม่ลองสู้เพื่อให้ตายแบบอมตะดูบ้างหรือ  ต้องการอ่านนิทานธรรมะ ที่นี่มีนิทานธรรมะมาใหม่ทุกๆ วัน ขอแนะนำนิทานธรรมะยอดนิยม  นำเสนอนิทานธรรมะสั้น ๆ เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี นิทานธรรมะที่ไม่ได้แค่ความเพลิดเพลิน แต่ยังสอดแทรกหลักธรรมะ นึกถึง "นิทานธรรมะ" ต้องที่ นิทานธรรมะบล็อก

"นิทานธรรมะสอนใจ : รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา"

นิทานธรรมะ ตอน รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา

นิทานธรรมะสอนใจ 
ประจำวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๘ เรื่อง "รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา"

     ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกวางอาศัยอยู่ในป่า มีบริวารมากมาย วันหนึ่งกวางผู้เป็นน้องสาวพาลูกมาหาแล้วขอให้ช่วยสอนมายากวางหรือศิลปะในการดำเนินชีวิต

       พระโพธิสัตว์รับปากน้องสาวแล้วกำชับกวางผู้เป็นหลานให้มีความตั้งใจและขยันหมั่นเพียรในการเรียน กวางผู้เป็นหลานปฏิบัติตามที่ลุงบอกทุกประการ เมื่อมีเวลาว่างแม้กวางตัวอื่น ๆ จะวิ่งเล่นซุกซนไปตามเรื่อง แต่ตัวเองจะทบทวนบทเรียนและเอาใจใส่ต่อการเรียนอยู่ตลอดเวลา

       วันหนึ่ง กวางหนุ่มเที่ยวไปในป่าและติดกับดักของนายพราน กวางตัวอื่น ๆ ได้ยินเสียงก็ตกใจพากันวิ่งหนีเข้าป่าและไปบอกให้แม่ของกวางหนุ่มทราบ นางกวางตกใจมากจึงรีบไปหาพี่ชายผู้เป็นครูสอนและอ้อนวอนให้ ไปช่วยกวางหนุ่มผู้เป็นหลาน

       พระโพธิสัตว์พูดปลอบน้องสาวไม่ให้ตกใจเสียขวัญ และยืนยันว่ากวางหนุ่มผู้เป็นศิษย์เป็นผู้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีวิชาความรู้อยู่กับตัว จะต้องเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน

       เรื่องก็เป็นจริงอย่างที่พระโพธิสัตว์ว่า กวางหนุ่มได้ใช้อุบายแสร้งทำเหมือนตาย โดยนอนเหยียดเท้าทั้ง ๔ ตะกุยดินและบริเวณรอบ ๆ ให้กระจุยกระจาย ปล่อยอุจจาระและปัสสาวะให้ไหลออกมาเลอะเทอะ หัวฟุบ ลิ้นห้อย กลั้นลมหายใจให้ตัวพอง ตาเหลือก ทำหัวแข็งทื่อ ขณะเดียวกันก็มีพวกแร้งกาบินมาแอบคอยทีอยู่ใกล้ ๆ

       เมื่อนายพรานมาถึงก็ลองใช้นิ้วดีดท้องกวางดู คิดว่ากวางติดกับดักตั้งแต่เช้าจนขึ้นอืดเกือบจะเน่าแล้ว จึงแก้เชือกออก แล้วเดินไปเก็บใบไม้มาปูเพื่อเตรียมชำแหละ

นิทานธรรมะให้คติสอนใจ เรื่อง รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี

นิทานธรรมะ เรื่อง รักวัวให้ผู้ก รักลูกให้ตี

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เป็นนิทานธรรมะให้คติสอนใจ ประจำวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๘ ... มีสำนวนไทยบทหนึ่งว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ความหมายก็คือ ถ้ารักวัวก็ให้ผูกล่ามไว้ มิฉะนั้นวัวอาจจะถูกขโมยหรือหนีหายไปได้ ส่วนรักลูกให้ตีก็หมายถึงให้อบรมสั่งสอนลูกและทำโทษเมื่อลูกผิดนั่นเอง โดยลูกในที่นี้ หมายถึงลูกที่อยู่ในวัยเด็ก พ่อแม่จึงต้องคอยว่ากล่าวตักเตือน จะปล่อยให้ลูกทำการใด ๆ ตามใจชอบมิได้ ดังนั้น ถ้าจำเป็นจริง ๆ แม้การทำโทษโดยการเฆี่ยนตีเพื่อให้หลาบจำก็เป็นสิ่งที่ใช้ได้ แต่ผู้รู้ให้ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยเมื่อจะลงมือเฆี่ยนตีนั้นท่านแนะวิธีปฏิบัติไว้ดังนี้

        ๑. อย่าเฆี่ยนตีพร่ำเพรื่อ เพราะเด็กที่โดนเฆี่ยนตีบ่อย ๆ มีแนวโน้มที่จะเกเรและต่อต้านมากยิ่งขึ้น ดังนั้น พฤติกรรมบางอย่างที่สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องลงไม้ลงมือ เช่น การร้องไห้โวยวาย การปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น ให้ใช้การตักเตือนก็เพียงพอ

       ๒. อย่าเฆี่ยนตีโดยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้พ่อแม่ ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องระมัดระวังอย่าใช้กำลังกับลูกมากเกินไป และควรจะเฆี่ยนตีเมื่อลูกทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ได้ตักเตือนไปแล้ว จึงจะเป็นการเฆี่ยนตีที่สมเหตุสมผล

        ๓. อย่าเฆี่ยนตีลูกต่อหน้าคนอื่น
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget