แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะสอนใจสั้นๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะสอนใจสั้นๆ แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมะสอนใจสั้นๆ ตอน รักพ่อต้องพอเพียง

ธรรมะสอนใจสั้นๆ 3

ธรรมะสอนใจสั้นๆ ตอน รักพ่อต้องพอเพียง
      คำว่า พอเพียง เมื่อจับเอาความก็พอจะเทียบกันได้กับคำว่า สันโดษ หมายถึงความยินดี ๓ อย่างคือ ๑. ยินดีในสิ่งที่ได้มาแล้ว ๒. ยินดีตามเรี่ยวแรงและความสามารถของตน และ ๓. ยินดีในทางที่ถูกต้อง คำว่าพอเพียงก็ดี สันโดษก็ดี จึงไม่ได้หมายถึงหยุด เลิก หรือปฏิเสธ แต่หมายถึงการสร้างกรอบ หรือเกณฑ์ในการปฏิบัติขึ้นมา แล้วดำเนินไปตามกรอบที่ดีงามนั้น
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นประดุจพ่อของแผ่นดิน ทรงให้ความสำคัญกับความพอเพียงเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากการทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชทานพระบรมราโชวาท ตลอดจนปฏิบัติพระองค์ตามแนวทางนี้เสมอมา การที่พสกนิกรชาวไทยจะเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยการยึดถือหลักความพอเพียงนั้น นับว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีที่สูงส่งและเกิดประโยชน์ได้จริง เพราะผลของการปฏิบัติเช่นนั้นจะเป็นการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งของตนเองและของประเทศชาติโดยรวม เนื่องจากผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม ที่ได้มาบนพื้นฐานของความพอใจตามที่ได้มาแล้ว พอใจตามกำลังความสามารถของตน และพอใจภายในขอบเขตของความถูกต้อง จะเป็นผลประโยชน์ที่มั่นคงยั่งยืน ในแง่เศรษฐกิจ คำว่า พอเพียง จึงมิได้หมายความเพียงว่าต้องพอ หรือต้องหยุด แต่มุ่งแสดงว่าต้องเป็นเศรษฐกิจที่มีเหตุมีผล เป็นเศรษฐกิจที่มีความถูกต้องดีงาม ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการแสวงหาหรือการบริโภคก็ตาม 
       การรู้จักพอเพียงนี้ คือการปฏิบัติวิธีหนึ่งที่พูดได้เต็มปากว่า เป็นวิธีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัวของเราทั้งหลายอย่างตรงจุด และต้องด้วยพระราชประสงค์อย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อคนในแผ่นดินใช้ความพอเพียงนำทางจนพออยู่พอกิน ไม่ขาดแคลน ไม่เดือดร้อนแล้ว จะเป็นแผ่นดินที่มีความสุข พ่อของแผ่นดินก็ย่อมมีความสุขด้วยอย่างแน่นอน


ธรรมะสอนใจสั้นๆ ตอน รู้ทันจิต

ธรรมะสอนใจสั้นๆ

ธรรมะสอนใจสั้นๆ ตอน รู้ทันจิต มนุษย์ทุกคนต่างเคยประสบสิ่งที่ไม่ชอบใจที่ทำให้เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็มีความทุกข์จำนวนไม่น้อยที่เกิดจากความคิดของมนุษย์เอง กล่าวคือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น มนุษย์ก็นำปัญหานั่นแหล่ะมาขบคิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ยอมปล่อยผ่านจนติดอยู่ในกับดักความคิดของตนเอง เช่น เมื่อถูกเขาด่า ความจริงการด่าหรือคำด่าก็เป็นแค่เสียงที่มากระทบหู แต่พอไม่มีสติคือความรู้ตัวคอยกำกับไว้ ก็เผลอไปปรุงแต่งเสียงนั้นต่อ ความโกรธจึงเกิดขึ้น แล้วคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องนั้น ยิ่งเห็นหน้าคนที่ด่า ก็ยิ่งเอาเรื่องที่เขาด่ามาโกรธต่อ เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้สิ่งที่เขาด่าจะจบลงจนกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม การดึงอดีตมาคิดวนเวียนอยู่เช่นนี้ จึงทำให้เป็นทุกข์ร่ำไป อุปมาเหมือนมีคนเอาเข็มมาทิ่มแทงให้เจ็บปวดแล้วหนีไป พออยู่ตามลำพังตัวเราเองนั่นแหล่ะก็เอาเข็มเล่มนั้นมาทิ่มแทงตัวเองต่อไปอีก

        วิธีการหนึ่งที่จะนำความทุกข์ชนิดนี้ออกจากใจก็คือการรู้ทันความคิด หมายถึงการใช้สติกำกับทุกครั้งเมื่อคิด และพยายามยับยั้งความคิดที่จะสร้างวิบากกรรมหรือสร้างทุกข์แก่ตนเอง เช่น เมื่อได้ยินคำด่า แล้วรู้สึกโกรธ ก็ให้เอาความรู้สึกตัวใส่เข้าไป มองให้เห็นสภาวะความโกรธที่กำลังเกิดขึ้น แค่รู้ทันอาการของจิตอย่างนี้เท่านั้นจิตจะปรุงแต่งต่อไปไม่ได้ สุดท้ายจะเห็นเพียงแค่ตัวรู้ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อุปาทานความยึดมั่นที่จะทำให้เกิดทุกข์จะถูกระงับไปโดยอัตโนมัติ

        คนทั่วไป แม้ไม่ใช่พระอริยะเจ้าก็สามารถฝึกจิตให้มีสติกำกับอยู่ตลอดเวลาได้ จิตที่รู้ทันจิตอย่างนี้นี่แหละจะไม่ฟุ้งซ่านหวั่นไหว ไม่เผลอไปคิดเรื่องที่จะทำร้ายตัวเอง ความทุกข์จะลดลง ความสุขก็จะเพิ่มขึ้น

ธรรมะสอนใจสั้นๆ เรื่อง หยุด...ไม่ได้

ธรรมะสอนใจสั้นๆ
ธรรมะสอนใจสั้นๆ เรื่อง หยุด...ไม่ได้
       คำว่า หยุด มีความหมายหลายนัย เช่น หมายถึงอยู่กับที่ หรือไม่พัฒนา หรือไม่ทำอีกต่อไป ตัวอย่าง เช่น รถหยุด ก็คือ หยุดอยู่กับที่ หัวใจหยุดเต้น ก็คือชีวิตสิ้นสุดลง หยุดพูด หยุดทำ ก็หมายถึง ไม่พูดหรือไม่ทำสิ่งนั้นอีก หยุดเหล้าบุหรี่ ก็คือเลิกสิ่งนั้นเสีย การหยุดเป็นกิริยาอาการ ที่มีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ ถ้าหยุดในสิ่งที่ควรกระทำ อาจก่อให้เกิดผลเสียหาย มากกว่าผลดี เช่น วัยเด็กควรศึกษาเล่าเรียน แต่หยุดเรียนเสีย ก็จะเป็นคนไม่มีความรู้ ขาดความเฉลียวฉลาด ขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพ หยุดทำความดี ความดีก็จะไม่เพิ่มขึ้น หรือหยุดสะสมทรัพย์ ก็จะไม่มีสมบัติเพิ่มขึ้นเป็นต้น
       พระพุทธศาสนาสอนให้หยุดทำชั่วทางกาย พูดชั่วทางวาจา และคิดชั่วทางใจ เพราะความชั่ว ไม่ก่อให้เกิดผลดี แต่ประการใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่หยุดไม่ได้ คือ การหยุดทำความดี เพราะความดีเป็นสิ่งเชิดชูชีวิต ให้มีคุณค่าอยู่เสมอ คนดีนั้น โบราณกล่าวว่า "ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้" หมายความว่า ความดีที่ทำไว้จนเป็นเนื้อแท้ของชีวิต จะพิทักษืรักษาเจ้าของความดี ให้ปลอดพ้นจากภัยทั้งปวง และตนเองก็ภาคภูมิใจในความดีของตน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสอนให้ทำความดีสม่ำเสมอ ทั้ง ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น การประพฤติปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคม และการฝึกฝนจิตใจตนให้มีคุณธรรม เพื่อน้อมนำตนให้ดำเนินไปในสังคม อย่างมีศักดิ์ศรี และงามสง่า ส่วนคนที่หยุดทำความดีนั้น นับว่าเป็นผู้ขาดความก้าวหน้า ไม่พัฒนาตน และเป็นคนล้าสมัย
       ดังนั้น สิ่งที่ควรหยุด คือ หยุดการทำชั่วทุกชนิด ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เพราะความชั่วเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ที่หยุดไม่ได้ในชีวิต คือการทำความดี เพราะถ้าหยุดทำความดีเมื่อไร ชีวิตย่อมไม่พัฒนา มีแต่จะถอยหลัง เท่ากับว่า ได้สร้างความสิ้นหวังให้แก่ชีวิตตนเองโดยแท้

อ่านเพิ่มเติมที่ #ธรรมะสอนใจสั้นๆ

ธรรมะสอนใจสั้นๆ เรื่อง ยอดนักรบ

ธรรมะสอนใจสั้นๆ ตอน ยอดนักรบ
ธรรมะสอนใจสั้นๆ เรื่อง ยอดนักรบ >>>
       ในสมัยโบราณที่วิทยาการต่าง ๆ ยังไม่เจริญแพร่หลายเหมือนเช่นปัจจุบัน คนไทยในยุคนั้นมีวิธีการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากการสังเกตที่พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ ดังเช่น ถ้าจะดูช้างว่ามีพละกำลังมากเพียงใดก็มักจะสังเกตในหน้าหนาว เพราะหน้าหนาวเป็นเวลาที่ช้างตกมัน เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นดุร้ายอาละวาด เจ้าของช้างจะดูได้ว่าช้างตัวไหนมีกำลังมากน้อยเพียงใด ถ้าจะดูความสวยงามของหญิงสาว โบราณท่านก็ให้ดูในหน้าร้อน เพราะหน้าร้อนหญิงสาวมักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำให้เห็นรูปร่างผิวพรรณที่สวยงาม ถึงกับมีคำพังเพยว่า “ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน”

        การดูพละกำลังของช้างและความสวยงามของหญิงสาวตามวิธีที่ว่านี้ ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยได้ใช้แล้วเพราะมีวิธีดูที่ทันสมัยกว่า แต่หลักการที่ให้ดูพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์นี้ยังใช้ได้อยู่ เช่น ถ้าต้องการดูว่าคนเช่นใดเป็นยอดนักรบ ท่านให้สังเกตสิ่งที่ผู้นั้นมุ่งเอาชนะ ถ้าเขามุ่งมั่นที่จะเอาชนะตนเอง เขาก็เป็นยอดนักรบ ดังคำพระที่ว่า “บุคคลใดเอาชนะหมู่มนุษย์ตั้งหนึ่งล้านคนในสงครามได้ ยังไม่ชื่อว่าเป็นยอดแห่งผู้ชนะ ส่วนบุคคลใดเอาชนะตนเองได้เพียงคนเดียว บุคคลนั้นแลชื่อว่าเป็นยอดแห่งผู้ชนะ”

       ในงานหลายๆ ด้าน การเอาชนะผู้อื่นหรือสิ่งอื่นก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ความสำเร็จจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเอาชนะตัวเองไม่ได้ก่อน เช่นเอาชนะความท้อแท้เบื่อหน่ายไม่ได้ เอาชนะความใจร้อนฉุนเฉียวไม่ได้ ในขั้นละเอียดไปกว่านั้น ความโลภที่คอยแทรกทุกขณะเมื่อมีโอกาสก็ดี ความหลงผิดเข้าใจผิดด้วยทฤษฎีส่วนตัวที่ฝังแน่นก็ดี เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุความดีทุกระดับ เป็นคู่ต่อสู้ที่เอาชนะยาก ผู้เปลื้องตัวเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ท่านจึงเรียกว่าเป็นยอดนักรบ

#ธรรมะสอนใจสั้นๆ  #ธรรมะสอนใจ

"ธรรมะกับชีวิต" ตอน มนุษย์กับการฝึกฝน


"ธรรมะกับชีวิต" ตอน มนุษย์กับการฝึกฝน
      เป็นที่ทราบกันดีว่า มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษที่เรียนรู้และฝึกฝนตนเองได้ดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น จนสามารถนำสัตว์อื่นมาฝึกแล้วใช้งานตามคำสั่งได้ ทั้งที่สัตว์บางชนิดมีร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่เคยปรากฏเลยว่ามีสัตว์ชนิดใดที่จะมีอำนาจเหนือมนุษย์ได้ เพราะการฝึกฝนนี้เองนอกจากจะทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์แล้ว ยังเป็นเหตุให้มนุษย์ด้วยกันเองเหนือกว่ากันได้อีก ในเรื่องการฝึกฝนนี้ ทางศาสนาได้แสดงหลักแห่งการฝึกฝนไว้ 3 ด้าน คือ

       1. ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ต้องฝึกฝนพัฒนาเพื่อให้สามารถอยู่กับเพื่อนร่วมโลกได้ดี มีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ สัตว์ หรือมนุษย์ด้วยกัน
       2. ด้านจิตใจ ต้องฝึกจิตใจให้เยือกเย็นมั่นคง มีศีลธรรม ให้เป็นแหล่งกำเนิดความดีงาม เป็นต้นทางแห่งการประพฤติดีปฏิบัติชอบ
       3. ด้านปัญญา ต้องฝึกคิดฝึกมองปัญหาต่าง ๆ ในกรอบของเหตุผล เริ่มตั้งแต่เรื่องที่เห็นง่าย เข้าใจง่าย ไปจนถึงเรื่องละเอียดอ่อนลึกซึ้ง จนความคิดผิดเห็นผิดค่อยลดลงไปตามลำดับ ทำให้ชีวิตดำเนินไปตามครรลองความถูกต้องดีงามได้โดยอัตโนมัติ

       ถ้ามองย้อนกลับไปให้เห็นหมวดหมู่ของปัญหา ก็จะเห็นว่าไม่พ้นไปจากเรื่องที่กล่าวมา คือปัญหาเกี่ยวกับการจัดการสภาพแวดล้อม อันได้แก่ ธรรมชาติ มนุษย์และสัตว์ที่เกี่ยวข้องบ้าง ปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตซึ่งเป็นต้นทางของพฤติกรรมบ้าง ปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติและความเชื่อบ้าง ถ้าฝึกฝนพัฒนาตนในสามด้านดังกล่าวแล้วให้ดี ชีวิตก็จะเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ดังคำพระที่ว่า “ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกฝนแล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด”

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget