ความพยาบาทจองเวรกันนั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับสัตว์หรือคนก็ตาม ล้วนแต่เป็นไปเพื่อหายนะทั้งสิ้น อุบายวิธีที่จะระงับยับยั้งเวรนั้นนับว่าสำคัญยิ่ง ทางศาสนาท่านสอนวิธีการหยุดการจองเวร โดยการให้อภัย ให้อโหสิกรรมต่อกัน วิธีอื่นนอกจากนี้ถึงจะมี แต่ก็ให้ผลได้ไม่เด็ดขาดเท่ากับ การให้อภัยหรือให้อโหสิกรรมต่อกัน ในทางปฏิบัติ การให้อภัย หรือให้อโหสิกรรม ก็นับว่าทำได้ยากพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เพราะมีโทสะมานะทิฐิในใจของแต่ละคนมาขวางกั้นไว้ และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะขาดความอดทนอดกลั้น ขาดความรักความบริสุทธิ์ใจต่อกัน จึงทำให้เวรนั้นยังคงดำเนินต่อไป ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของคนหมู่มากมีเวรต่อกันด้วยแล้ว ความยากลำบากในการปฏิบัติ รวมถึงความเดือดร้อนแก่ตนเอง และผู้ไม่เกี่ยวข้องก็มากเท่าทวีคูณตามไปด้วย การระงับเวรด้วยการไม่จองเวรแต่เพียงข้อเดียวอาจไม่ได้ผลในกรณีของคนหมู่มาก จึงจำต้องใช้อุบายวิธีอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การหันหน้าเข้าหากัน เลือกมองแต่แง่ดีของกันและกัน เป็นต้น เวรนั้นจึงจะมีโอกาสสงบระงับได้
อ่านนิทานธรรมะสอนใจ (นิทานธรรมะมาใหม่ทุกๆ วัน) สนใจธรรมะไม่ควรพลาด ธรรมะกับชีวิต นิทานธรรมะสั้น ๆ ธรรมะก่อนนอน เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี นิทานธรรมะให้คติสอนใจ สั้นๆ สนุก สอดแทรกหลักธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สนใจนิทานธรรมะ ต้องที่ "นิทานธรรมะ" [ธรรมะสอนใจ]
แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานก่อนนอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานก่อนนอน แสดงบทความทั้งหมด
ธรรมะก่อนนอน เรื่อง กากับนกเค้า
ความพยาบาทจองเวรกันนั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับสัตว์หรือคนก็ตาม ล้วนแต่เป็นไปเพื่อหายนะทั้งสิ้น อุบายวิธีที่จะระงับยับยั้งเวรนั้นนับว่าสำคัญยิ่ง ทางศาสนาท่านสอนวิธีการหยุดการจองเวร โดยการให้อภัย ให้อโหสิกรรมต่อกัน วิธีอื่นนอกจากนี้ถึงจะมี แต่ก็ให้ผลได้ไม่เด็ดขาดเท่ากับ การให้อภัยหรือให้อโหสิกรรมต่อกัน ในทางปฏิบัติ การให้อภัย หรือให้อโหสิกรรม ก็นับว่าทำได้ยากพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เพราะมีโทสะมานะทิฐิในใจของแต่ละคนมาขวางกั้นไว้ และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะขาดความอดทนอดกลั้น ขาดความรักความบริสุทธิ์ใจต่อกัน จึงทำให้เวรนั้นยังคงดำเนินต่อไป ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของคนหมู่มากมีเวรต่อกันด้วยแล้ว ความยากลำบากในการปฏิบัติ รวมถึงความเดือดร้อนแก่ตนเอง และผู้ไม่เกี่ยวข้องก็มากเท่าทวีคูณตามไปด้วย การระงับเวรด้วยการไม่จองเวรแต่เพียงข้อเดียวอาจไม่ได้ผลในกรณีของคนหมู่มาก จึงจำต้องใช้อุบายวิธีอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การหันหน้าเข้าหากัน เลือกมองแต่แง่ดีของกันและกัน เป็นต้น เวรนั้นจึงจะมีโอกาสสงบระงับได้
นิทานก่อนนอน ตอน วัดร้าง
นิทานก่อนนอน ตอน วัดร้าง %!% นิทานก่อนนอนประจำวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๙ นำเสนอ ตอน วัดร้าง ... มีวัดร้างแห่งหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดจึงร้างและร้างมาแต่เมื่อใด ภายหลังเมื่อชุมชนหนาแน่นขึ้น จึงมีการบูรณะให้เป็นวัดขึ้นมาใหม่ และเพื่อเป็นหลักประกันว่าวัดจะไม่ร้างอีก ทั้งญาติโยมและคณะสงฆ์จึงเลือกเอาเฉพาะพระที่มีความสามารถเด่นเป็นพิเศษมาจำพรรษา ได้พระที่เก่งด้านปฏิบัติธรรมรูปหนึ่ง เก่งทางด้านก่อสร้างรูปหนึ่ง และเก่งทางด้านเทศนาสั่งสอนอีกรูปหนึ่ง ทั้งสามรูปต่างทุ่มเทความรู้ความสามารถเต็มที่ วัดก็เจริญขึ้นจนวัดอื่นเทียบไม่ติด เป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนทั้งใกล้ไกล
วันหนึ่ง พระทั้งสามรูปมานั่งวิเคราะห์กันว่า การที่วัดเจริญขึ้นอย่างมากเช่นนี้เป็นเพราะอะไร รูปที่หนึ่งบอกว่าเป็นเพราะการเทศนาสั่งสอนของผม จึงทำให้ญาติโยมเลื่อมใสศรัทธา เข้าวัดทำบุญสุนทานกันไม่ขาด วัดจึงเจริญขึ้นอย่างที่เห็น รูปที่สองแย้งขึ้นว่าอันการสั่งสอนให้เกิดความรู้อย่างเดียวนั้น พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าเป็นแค่ใบลานเปล่า หาประโยชน์ไม่ได้ การที่ผมนำญาติโยมปฏิบัติกรรมฐานนี่ต่างหาก ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาแล้วพากันอุปถัมภ์บำรุงวัดของเรา เรื่องอื่นนอกจากปฏิบัติกรรมฐานแล้วไม่มีประโยชน์ที่เป็นสาระทั้งสิ้น ทำให้รูปที่สามขัดขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า คุณพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก วัดนี้ถ้าผมไม่เป็นผู้นำการก่อสร้างและพัฒนาขึ้นมา มันก็ต้องเป็นวัดร้างอยู่อย่างนั้น ทั้งสามรูปต่างถกเถียงยืนยันเฉพาะเหตุผลในแง่มุมของตน จนเกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยกันตั้งแต่บัดนั้น และกลายเป็นความร้าวฉานที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ จนการบริหารงานของวัดดำเนินการต่อไม่ได้ วัดก็เริ่มโทรม ญาติโยมก็เสื่อมศรัทธา ในที่สุดเลยกลายเป็นวัดร้างลงอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผูกขึ้นเพื่อสอนคน ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า คนเก่งมักมีด้านมืด อันได้แก่การหลงเข้าไปในความเก่งของตัว ทำให้ถูกครอบงำด้วยทิฐิมานะ คนเก่งจึงต้องคู่กับการมีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิด เหตุการณ์เช่นเดียวกับเรื่องวัดร้างจึงจะไม่เกิดขึ้น ... นิทานก่อนนอน ตอน วัดร้าง
วันหนึ่ง พระทั้งสามรูปมานั่งวิเคราะห์กันว่า การที่วัดเจริญขึ้นอย่างมากเช่นนี้เป็นเพราะอะไร รูปที่หนึ่งบอกว่าเป็นเพราะการเทศนาสั่งสอนของผม จึงทำให้ญาติโยมเลื่อมใสศรัทธา เข้าวัดทำบุญสุนทานกันไม่ขาด วัดจึงเจริญขึ้นอย่างที่เห็น รูปที่สองแย้งขึ้นว่าอันการสั่งสอนให้เกิดความรู้อย่างเดียวนั้น พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าเป็นแค่ใบลานเปล่า หาประโยชน์ไม่ได้ การที่ผมนำญาติโยมปฏิบัติกรรมฐานนี่ต่างหาก ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาแล้วพากันอุปถัมภ์บำรุงวัดของเรา เรื่องอื่นนอกจากปฏิบัติกรรมฐานแล้วไม่มีประโยชน์ที่เป็นสาระทั้งสิ้น ทำให้รูปที่สามขัดขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า คุณพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก วัดนี้ถ้าผมไม่เป็นผู้นำการก่อสร้างและพัฒนาขึ้นมา มันก็ต้องเป็นวัดร้างอยู่อย่างนั้น ทั้งสามรูปต่างถกเถียงยืนยันเฉพาะเหตุผลในแง่มุมของตน จนเกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยกันตั้งแต่บัดนั้น และกลายเป็นความร้าวฉานที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ จนการบริหารงานของวัดดำเนินการต่อไม่ได้ วัดก็เริ่มโทรม ญาติโยมก็เสื่อมศรัทธา ในที่สุดเลยกลายเป็นวัดร้างลงอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผูกขึ้นเพื่อสอนคน ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า คนเก่งมักมีด้านมืด อันได้แก่การหลงเข้าไปในความเก่งของตัว ทำให้ถูกครอบงำด้วยทิฐิมานะ คนเก่งจึงต้องคู่กับการมีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิด เหตุการณ์เช่นเดียวกับเรื่องวัดร้างจึงจะไม่เกิดขึ้น ... นิทานก่อนนอน ตอน วัดร้าง
นิทานธรรมะ เรื่อง บัวแล้งน้ำ
นิทานธรรมะ เรื่อง บัวแล้งน้ำ
คำว่า "บัว" เป็นชื่อพรรณไม้น้ำชนิดหนึ่ง มีเหง้ายาวทอดอยู่ในตม ใบเป็นแผ่นกลม ก้านใบและก้านดอกแข็ง มีหนามสากคาย ชูใบและดอกขึ้นพ้นผิวน้ำ คนไทยเชื่อว่าดอกบัว เป็นดอกไม้ชั้นสูงใช้บูชาพระ สักการะสิ่งที่เคารพนับถือ แม้ยามไม่มีดอกบัวคนไทยก็ยังทำกระพุ่มมือประนมเป็นรูปดอกบัวแทน นอกจากนี้ดอกบัวยังสื่อความหมายแทนใจอีกด้วยธรรมชาติของบัวนั้น จะเจริญเติบโตแตกหน่อออกใบและมีดอกอยู่ได้ ก็เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าบัวกอใดไม่มีน้ำ หล่อเลี้ยงลำต้น บัวกอนั้นก็จะค่อยๆ เหี่ยวลงในระยะแรก ถ้าขาดน้ำเป็นเวลา หลายวันติดต่อกัน ก็จะกลายเป็น บัวแล้งน้ำ ซึ่งต้องแห้งตาย ในที่สุดอย่างแน่นอน
จิตใจของคนเรา ก็มีลักษณะคล้ายกับบัว คือจะอยู่ในสภาพตกต่ำ เศร้าหมอง โหดร้าย หรือเห็นแก่ตัว เมื่อยามมี เมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกันและกัน อนึ่ง ถ้าขาดเมตตาธรรมดังกล่าว ก็จะทำให้ไม่มีใคร อยากคบค้าสมาคมด้วย และหากเป็นผู้ใหญ่ ก็คงไม่มีใครอยากพึ่งบารมี เพราะความเป็นคนแล้งน้ำใจนั้นเอง
ในอดีต มีอุปมาภาษิตบทหนึ่งว่า "นกไม่มีขน คนไม่มีความรู้ ย่อมขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้" แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ จำต้องให้ความสำคัญ กับพวกพ้องบริวาร เพิ่มเข้าไปอีก เป็น "นกไม่มีขน คนไม่มีความรู้และบริวาร ย่อมขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้" และบริวารดังกล่าว จะเกิดความนิยมชมชอบ เคารพนับถือ ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้น มีเมตตา แสดงน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่นก่อน เขาจึงจะได้รับเมตตา และน้ำใจไมตรีตอบมา ดังคำพูดว่า "บริวารมาเพราะน้ำใจมี บริวารหนีเพราะน้ำใจลด บริวารหมดเพราะน้ำใจแห้ง"
ฉะนั้น ผู้หวังความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเอง จึงควรมีเมตตา แสดงน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ อย่ามองข้ามเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะเป็นเหมือนอาการของ บัวแล้งน้ำ ซึ่งรอวันเหี่ยวแห้งตายอย่างมิต้องสงสัย ... นิทานธรรมะบล็อก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
