แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะกับชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะกับชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

"ธรรมะกับชีวิต" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตอน ถ้วยกาแฟ

"ธรรมะกับชีวิต" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
"ธรรมะกับชีวิต" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตอน ถ้วยกาแฟ ... ในงานเกษียณอายุของอาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่ง บรรดาศิษย์เก่าที่จบการศึกษาได้ถือโอกาสกลับมาพบปะชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก หลังจากการสังสรรค์ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อวงสนทนาเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการครองชีพ ความเครียดก็เกิดขึ้น บางคนบ่นน้อยใจในโชควาสนา บางคนก็พูดถึงภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกวัน บางคนโหมงานหนักจนสุขภาพย่ำแย่ บางคนก็อับอายเรื่องฐานะไม่กล้าพูดคุยกับเพื่อนฝูง ฝ่ายอาจารย์ใหญ่ได้แต่ยืนฟังอย่างสงบ ครั้นถึงเวลาเลี้ยงกาแฟ ท่านเดินเข้าไปในห้องครัว แล้วออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟหลายใบ มีทั้งแบบพื้น ๆ ธรรมดาราคาถูก และที่สวยงามราคาแพง แล้วบอกให้ลูกศิษย์เลือกถ้วยกาแฟจัดการรินกาแฟดื่มกันตามใจชอบ

       ทุกคนต่างพากันเลือกถ้วยกาแฟที่สวย ๆ ราคาแพง ไม่มีใครอยากได้แบบที่เป็นธรรมดาราคาถูกสักคนเดียว เมื่อลูกศิษย์ต่างมีถ้วยกาแฟอยู่ในมือครบแล้ว อาจารย์ใหญ่จึงพูดขึ้นว่า "คนเรามักจะเลือกสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุด โดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริง และนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต ความจริงขณะนี้สิ่งที่พวกเธอต้องการแท้จริงคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับทำให้พวกเธอยึดติดกับถ้วย ชีวิตก็เช่นกัน หากตระหนักในความต้องการแท้จริงของชีวิต ไม่หลงติดแค่ส่วนประกอบก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะส่วนประกอบแม้จะขาดหายไปบ้าง ก็ไม่ทำให้เนื้อหาจริง ๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป"


       เรื่องข้างต้นนี้เป็นอุทาหรณ์ในประเด็นของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี คือถ้าเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงจะเป็นเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของชีวิตว่าต้องการอะไร เมื่อได้มาตามนั้นก็สร้างความรู้สึกว่าพอเพียงแล้ว พอเหมาะพอสมแล้ว ชีวิตก็เป็นสุข เหมือนเมื่อความต้องการที่แท้จริงอยู่ที่การดื่มกาแฟ เมื่อได้ถ้วยกาแฟที่พอเหมาะพอสม ก็พอเพียงแล้วสำหรับการดื่มกาแฟให้มีความสุข ไม่ต้องไปดิ้นรนให้เดือดร้อนวุ่นวายไปอีกเปล่า ๆ


ธรรมะกับความรัก ตอน ศัตรูชีวิต

ธรรมะคู่ชีวิต
ธรรมะกับความรัก ตอน ศัตรูชีวิต
      คำว่า ศัตรู หมายถึงข้าศึก ปรปักษ์ ผู้จองเวร มีบทบาทในการทำลายล้าง รบกวนความสงบสุขของ ผู้อื่น เมื่อใครมีศัตรู ชีวิตจะประสบความเดือดร้อน อยู่ไม่เป็นสุข การมีศัตรูแม้เพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะสามารถเบียดเบียนทำลายล้างจนชีวิตต้องหายนะได้ อุปมาเหมือนกับไฟ แม้เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลายได้กว้างไกล ศัตรูนั้นมี ๒ ประเภท คือ

        ๑. ศัตรูภายนอก ได้แก่ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนซึ่งอยู่นอกตัวเราทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือภัยพิบัติจากธรรมชาติ เป็นศัตรูที่มาในรูปของศัตรู สามารถมองเห็นด้วยตา ได้ยินเสียงด้วยหู มีตัวตนสัมผัสได้ จึงสามารถหาทางหลบหลีก หรือวางแผนต่อสู้ป้องกัน ทำให้ชีวิตปลอดภัย หรืออย่างน้อยก็ได้รับความเดือดร้อนน้อยลง

         ๒. ศัตรูภายใน ได้แก่กิเลสที่อยู่ในใจที่คอยชักนำให้กระทำความชั่วต่างๆ กล่าวโดยประเภทมี ๓ คือ โลภะ ได้แก่ความละโมบอยากได้ในทางทุจริต โทสะ ได้แก่ความคิดประทุษร้ายอาฆาตแค้นผู้อื่น และ โมหะ ได้แก่ความหลงไม่รู้จริง เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ศัตรูชนิดนี้เป็นศัตรูของชีวิตที่มาในรูปของมิตร น่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูใดๆ เพราะจะหลอกล่อให้ผู้นั้นสมัครใจที่จะทำลายตัวเองจนย่อยยับ

        คนที่เอาชนะศัตรูภายนอก แม้จะชื่อว่าเป็นคนเก่ง เป็นวีรบุรุษ แต่ทางธรรม ยังไม่ถือว่าเป็นยอดนักรบ เพราะเป็นชัยชนะที่อาจกลับแพ้ได้ ชนะแล้วก็ยังเป็นทุกข์ ส่วนผู้ที่เอาชนะศัตรูภายใน ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูชีวิตได้ คือไม่ถูกโลภะ โทสะ โมหะครอบงำย่ำยีนั่นแหละ จึงเป็นยอดนักรบที่แท้จริง เพราะจะไม่มีโอกาสกลับแพ้ได้เลย เป็นชัยชนะที่กำจัดเวรภัยได้ราบคาบ พระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญไว้ว่า "อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย - ชนะตนนั่นแลประเสริฐที่สุด"

ธรรมะกับชีวิต ตอน เรื่องของเวลา

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง เรื่องของเวลา
ธรรมะกับชีวิต ตอน เรื่องของเวลา ... ธรรมะกับชีวิตประจำวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙ นำเสนอในตอน เรื่องของเวลา ... มีบางคนกล่าวว่า "ในโลกนี้ ไม่มีความยุติธรรมเลย มีแต่อิทธิพล ของเส้นสายและทรัพย์สินเท่านั้น" ซึ่งก็อาจมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ความจริงยังมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน สิ่งนั้นก็คือ "วันและเวลา" นั่นเอง เพราะวันหนึ่งของแต่ละคนก็มี ๒๔ ชั่วโมง เดือนหนึ่งก็มีคนละ ๓๐ วัน และปีหนึ่งก็มีคนละ ๓๖๕ วันเท่านั้น จึงไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันเลย      
     บุคคลผู้มองไม่เห็นคุณค่าของเวลา มักใช้ชีวิตด้วยความประมาท เกียจคร้านการงาน ปล่อยให้ชีวิต สิ้นเปลืองไป กับการเล่น การกิน การเที่ยวมัวเมาเพลิดเพลิน กับความสนุกสนานไปวันๆ  ซึ่งท่านเรียกบุคคล ประเภทนี้ว่า   "ผู้ตกเป็นเหยื่อของกาลเวลา" ในไม่ช้าก็จะเดือดร้อน และเสียใจในภายหลัง เพราะวันเวลา เมื่อล่วงเลยไปแล้ว ไม่อาจหมุนกลับมาอีก ดังคำกลอนสอนใจที่ว่า "เวลาและวารีมิได้ยินดีจะคอยใคร เรือเมล์ และรถไฟ มันก็ไปตามเวลา" ส่วนผู้ไม่ประมาท ย่อมมองเห็นคุณค่าของเวลา คือเห็นเวลาทุกนาที เป็นเงินเป็นทอง มีความขยันหมั่นเพียร หนักเอาเบาสู้ ไม่ท้อถอยง่าย รู้จักใช้เวลาแต่ละวินาทีให้คุ้มค่า คือให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งแก่ตัวเองและส่วนรวม ซึ่งท่านเรียกว่า "ผู้ไม่ยอมให้เวลากลืนกินตน" ย่อมจะมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ ในบั้นปลายอย่างแน่นอน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้ที่เห็นคุณค่า ของเวลา มีความเพียร ไม่ท้อถอย แม้จะมีอายุเพียงวันเดียว ก็ยังดีกว่า คนมีอายุตั้ง ๑๐๐ ปี แต่มีความเกียจคร้านเป็นอุปนิสัย"


     ความจริงปรากฏว่า การที่เจ้าชายสิทธัตถะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงบำเพ็ญเพียร จนได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด ก็เพราะทรงเห็นคุณค่าของกาลเวลานั่นเอง หรือแม้แต่การที่สามัญชน คนธรรมดา ได้พยายามศึกษาเล่าเรียน จนจบการศึกษา ทำงาน และมีความก้าวหน้าในชีวิตการงาน โดยลำดับ เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าขององค์กร ของประเทศชาติ ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุ คือการมองเห็นคุณค่าของกาลเวลาทั้งสิ้น
     ดังนั้น ผู้หวังความเจริญก้าวหน้าและเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคม จึงควรพยายามสร้างตัว ด้วยจิตสำนึก เรื่องกาลเวลาเสียแต่บัดนี้


ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ธรรมะพาสร้างเงินเหลือเก็บ

ธรรมะกับชีวิต ตอน ธรรมะพารวย

@@@ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ธรรมะพาสร้างเงินเหลือเก็บ ...  ท่านทั้งหลายเคยได้ยินประโยคนี้หรือไม่ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” คำขวัญดังกล่าวนี้ แสดงให้ทราบชัดว่า เงินมีความสำคัญในชีวิตของคนเรา ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเงินก็คือ มีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุทำให้มักจะไม่มีรายเหลือ วิธีแก้ปัญหานี้ มีท่านผู้รู้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจไว้ ๗ วิธี คือ
       ๑. ให้ตัดส่วนเกิน หมายความว่า ให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตออก เช่น เครื่องดองของเมา เป็นต้น ถ้าตัดส่วนเกินออกไปได้ ก็จะทำให้มีเงินเหลือจากส่วนนี้อย่างแน่นอน
       ๒. อย่าเพลินใช้จ่าย เมื่อมีรายได้ เช่น ได้รับเบี้ยเลี้ยง หรือเงินเดือนมา อย่ารีบใช้จ่ายด้วยความอยาก แต่ให้ถามตนเองก่อนว่า จำเป็นหรือไม่ การไม่รีบซื้อหรือดึงเวลาไว้ระยะหนึ่ง ภายหลังความอยากจะค่อย ๆ ลดลงเอง
       ๓. ให้ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี สิ่งของอะไรที่ตนมีอยู่ ถ้ายังมีสภาพพอใช้ได้อยู่ ก็ให้ใช้สิ่งนั้นไปก่อน อย่าอับอายเพราะเห็นว่าเป็นของเก่าหรือตกรุ่น
       ๔. ให้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน ให้ทำรายการรับและรายจ่ายแต่ละเดือนให้เป็นระบบ เพื่อคอยเตือนสติว่ายังมีเหลืออยู่เท่าไหร่ จะได้ไม่เผลอตัว
        ๕. อย่าลืมคำเตือนของพระ ที่เตือนว่า ความยากจนเป็นทุกข์ในโลก การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ในโลก
       ๖. ทุกขณะให้มีเงินติดกระเป๋าไม่มาก ในแต่ละวันให้มีเงินติดตัวเท่าที่จำเป็น บวกกับเงินสำรองที่จำเป็นต้องใช้ถ้ามีปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้า การปฏิบัติเช่นนี้เป็นการฝึกวินัยในการใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง
       ๗. ให้เหลือฝากทุกเดือน หมายความว่า ในแต่ละเดือนให้มีเงินเหลือเก็บหรือมีรายเหลือ ซึ่งการที่จะมีรายเหลือนั้น เพียงเราปฏิบัติตามคำแนะนำทั้ง ๖ ข้อข้างต้นอย่างจริงจัง ก็เห็นผลได้แล้ว
      อันว่า เงินนั้น วิธีที่จะได้มานั้นแสนลำบาก แต่กลับใช้ไปอย่างง่ายดาย ถ้ามีวิธีข้างต้นเป็นบัญญัติ ๗ ประการ คอยกำกับจิตใจ คอยเตือนสติเอาไว้ คิดว่าอย่างน้อยก็คงจะทำให้เราๆ ท่าน มีพอกิน พอใช้ และมีเหลือเก็บบ้าง ไม่มากก็น้อย ... ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ธรรมะพาสร้างเงินเหลือเก็บ

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ภาวนา

ธรรมะกับชีวิต ตอน ภาวนา
### ธรรมะกับชีวต เรื่อง ภาวนา ... เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ภาวนา ก็อาจมีคำถามตามมาว่า ภาวนาคืออะไร ใครควรภาวนา ภาวนาแล้วได้อะไร บางครั้งก็พาลเข้าใจไขว้เขวไปว่า การภาวนาเป็นเรื่องของคนแก่หรือนักบวช เท่านั้น ความจริงแล้ว ภาวนามีความหมายว่า การทำให้เกิด ให้มี ให้เป็นขึ้น ได้แก่ การทำความดีต่าง ๆ ให้เกิดมีขึ้นที่กาย วาจา ใจ ของเรานั่นเอง คำพูดหลาย ๆ คำ เช่น การศึกษา การอบรม การสัมมนา การวิจัย เป็นต้น ล้วนมีความหมายเดียวกับการภาวนาทั้งสิ้น จุดมุ่งหมายที่ตรงตัวในการภาวนาก็คือ การกำจัดความโง่เขลาออกจากใจ หรือวิธีแก้โง่นั่นเอง ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ไม่อยากโง่ จะต้องหมั่นภาวนาในเรื่องต่อไปนี้คือ

  • การศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ นับเป็นขั้นต้นของภาวนา พยายามหาความรู้ ใส่ตัว ความรู้ที่จำเป็นโดยย่อมี ๒ อย่างคือ ความรู้ทางโลกและความรู้ทางธรรม จะเรียกว่า วิชาชีพ และวิชาประคองชีพก็ได้ ผู้รู้ท่านเปรียบเทียบไว้น่าฟังว่า วิชาชีพเหมือนอาหาร วิชาประคองชีพ เหมือนยากันบูด จะขาดเสียมิได้
  • การวิจัยงานที่ทำ หมายถึง การหัดทำงานด้วยปัญญา คิดอ่านหาวิธีทำให้ ก้าวหน้ากว่าเดิม หัดยกเลิกเพิกถอนการกระทำที่งมงายเสีย ทำด้วยเหตุผล ไม่เอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่
  • สมถะ คือ การทำใจให้หายว้าวุ้น พบกับความสุขสงบ เริ่มด้วยหัดสงบกาย ต่อจากนั้นก็หัดสงบวาจา สุดท้ายก็หัดสงบใจ
  • วิปัสสนา คือ การใช้ปัญญาศึกษาให้รู้แจ้งสภาวะทั้งหลายตามความเป็นจริง เมื่อ รู้แจ้งแล้วก็จะปฏิบัติต่อเรื่องนั้น สิ่งนั้นได้ถูกต้องตามที่ควรเป็น

        สรุปก็คือ เรียน วิจัย สงบจิต พิจารณาความจริง นี่แหละคือ สิ่งที่เป็นงานของภาวนา ซึ่งจะเห็นได้ว่า มิใช่เรื่องยากเย็น เกินความสามารถที่จะทำได้แต่ประการใดเลย เมื่อภาวนาบ่อยเข้าก็กลายเป็นความชำนาญ ถึงขั้นสามารถปฏิบัติได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ อันจะนำความสงบเย็น ความสุข และความเจริญมาสู่ตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ธรรมะกับชีวิต ตอน วัฒนมุข

ธรรมะกับชีวิต 11

ธรรมะกับชีวิต ตอน วัฒนมุข *#$# คำว่า อบายมุข เป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี อบายมุขนั้น แปลว่า ทางแห่งความเสื่อม เช่น เสื่อมจากทรัพย์ เสื่อมชื่อเสียง เสื่อมสุขภาพ เป็นต้น ทางแห่งความเสื่อมนั้นท่านแนะให้ระวังไว้หลายอย่าง เช่น การเสพสุราและของมึนเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่ว เกียจคร้านการงาน เป็นต้น แต่น้อยคนนักที่จะคุ้นเคยหรือได้ยินคำว่า วัฒนมุข ที่แปลว่า ทางแห่งความเจริญ เช่น เจริญด้วยอายุ เจริญด้วยสันติสุข เจริญด้วยทรัพย์ เจริญด้วยปัญญา เจริญด้วยธรรม เจริญด้วยความสำเร็จ เป็นต้น วัฒนมุขนั้นมี ๖ ประการ คือ

ธรรมะกับชีวิต ตอน หลุมฝังศพของคนเป็น

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง หลุมฝังศพของคนเป็น

ธรรมะกับชีวิต ตอน หลุมฝังศพของคนเป็น %%% นักปราชญ์กล่าวเป็นคติเตือนใจไว้ว่า "ความเกียจคร้านคือ หลุมฝังศพของคนเป็น" ความเกียจคร้าน หรือความขี้เกียจ หมายถึง ความไม่อยากทำหน้าที่การงาน ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับ ความขยันหมั่นเพียร ถามว่า ทำไมความเกียจคร้าน จึงเป็นดุจหลุมฝังศพของคนเป็น ตอบว่า เพราะบุคคลผู้เกียจคร้าน ถึงจะมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนที่ตายแล้ว กล่าวคือ จะมีแต่ความล้มเหลว เอาดีในชีวิต และหน้าที่การงานไม่ได้เลย บุคคลผู้เกียจคร้านจึงหมดค่า เป็นที่น่ารังเกียจ เป็นเสนียดของสังคม ดังคำคมที่ว่า "ไม้เช็ดก้นดีกว่าคนขี้เกียจ คนขี้เกียจเป็นเสนียดสังคม, ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยันเป็นแมลงผึ้ง" ดังนั้น ในทางพระพุทธศาสนาจึงจัดว่า ความเกียจคร้านเป็นอบายมุข คือ ทางแห่งความเสื่อมประการหนึ่ง
     ลักษณะของคนเกียจคร้าน ตามทรรศนะทางพระพทุธศาสนามี ๔ ประการคือ.-
     ๑. เกียจคร้าน (กุสีตะ) คือ หนักไม่เอา เบาไม่สู้ เช่น ได้รับมอบหมายหน้าที่ การงานใดแล้ว ก็ปล่อยปละละเลย ไม่ทำหน้าที่การงานนั้น จนเกิดผลเสียหายแก่หน้าที่ การงาน
     ๒. ประพฤติทุจริต (ทุจจริตะ) คือ ประพฤติเสีย สร้างเหตุไม่ดี แต่อยากได้รับผลดีเหมือนคนอื่น
     ๓. ทำงานย่อหย่อน (สิถิละ) คือ ทำอะไรก็ทำล่นๆ ไม่ทำจริงๆ แต่อยากได้รับผลสำเร็จ
     ๔. ทำงานคั่งค้างอากูล (อากุละ) คือ ชอบผัดวันประกันพรุ่ง อ้างโน่น อ้างนี่ แล้วไม่ทำงาน

     วิธีแก้ความเกียจคร้าน คือ.-
     ๑. อย่าผัดวันประกันพรุ่ง - เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่การงานแล้ว ควรรีบทำในทันที อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เช่นว่า เอาไว้พรุ่งนี้ก่อนค่อยทำ เป็นต้น
     ๒. รู้หน้าที่  - เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่การงานแล้ว ควรศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ และพยายามทำให้เรียบร้อยดีที่สุด และให้ทันเวลา
     ๓. สำนึกในหน้าที่ - เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ การงานแล้ว ควรมีความขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ มีความสำนึกว่า "เรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรายได้สำหรับเลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว ก็เพราะหน้าที่การงานนี้ จึงเป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของเรา"

    ดังนั้น ผู้หวังความสุข ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต และหน้าที่การงาน จึงควรละนิสัยขี้เกียจ แล้วปลูกฝัง ความขยันหมั่นเพียร รับผิดชอบในหน้าที่เสียตั้งแต่วันนี้ ... ธรรมะกับชีวิต

ธรรมะกับชีวิต ตอน โลกร้อน

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง โลกร้อน

ธรรมะกับชีวิต ตอน โลกร้อน ... เมื่อพูดถึงโลก คนส่วนมากก็มักนึกถึงโลกที่มีสัณฐานกลม ๆ หมุนรอบตัวเอง ๑ รอบใช้เวลา ๑ วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ ๑ รอบใช้เวลา ๑ ปี ซึ่งเป็นสถานที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ที่กำลังประสบปัญหาอุณหภูมิสูงขึ้น น้อยคนนักที่จะนึกถึงโลกอื่นซึ่งความจริงก็มีปัญหาไม่แพ้กัน
     คำว่าโลก แปลว่าสิ่งที่จะต้องเสื่อมสลายไป ในทางธรรมแบ่งไว้ ๓ ประเภท คือ สังขารโลกหนึ่ง โลกคือสังขาร ได้แก่สิ่งที่เกิดจากการปรุงแต่ง เช่นร่างกายและจิตใจ สัตว์โลกหนึ่ง โลกคือหมู่สัตว์ ได้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย และโอกาสโลก โลกคือแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ ที่ว่าโลกร้อนนั้นมิใช่เฉพาะโลกคือแผ่นดินที่อาศัยอยู่นี้เท่านั้น แต่โลกคือสังขารและโลกคือหมู่สัตว์ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาทางด้านอุณหภูมิอย่างที่เกิดในปัจจุบัน แต่เมื่อตกอยู่ในภาวะที่จะต้องเสื่อมสลายไม่เที่ยงแท้ ก็กลายเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิต ถ้าบริหารจัดการไม่ดี จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าร้อนยิ่งไปกว่าเรื่องโลกร้อนที่กำลังวิตกกันอยู่นี้เสียอีก รวมความว่าโลกทั้ง ๓ นี้ ทางศาสนาถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องบริหารจัดการด้วยกันทั้งสิ้น มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นโลกร้อนขึ้นได้
    วิธีบริหารจัดการโลกนั้น หากเป็นสังขารโลก ท่านสอนให้รู้เท่าทันความเป็นไปของมัน พยายามถอนความยึดมั่นถือมั่นเสียบ้าง จึงจะคลายทุกข์คลายร้อนได้ หากเป็นสัตว์โลก ท่านสอนให้มีเมตตาธรรมมีความรักใคร่ปรารถนาดีเป็นเครื่องป้องกันความเร่าร้อนวุ่นวายในการอยู่ร่วมกัน ในส่วนของโอกาสโลก ที่กำลังมีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกทีนั้น เมื่อสาเหตุหลักมาจากการกระทำของคน การบริหารจัดการ จึงขึ้นอยู่กับทุกคนที่จะต้องให้ความร่วมมือในมาตรการต่าง ๆ เช่น การใช้พลังงานอย่างประหยัด และหยุดการสร้างมลพิษ เป็นต้น หากทำได้ก็จะเป็นการชะลอความเสื่อมสลายและความร้อนของโลกได้อย่างแน่นอน

ธรรมะกับชีวิต ตอน ลีลาชีวิต

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ลีลาชีวิต

ธรรมะกับชีวิต ตอน ลีลาชีวิต ... คำว่าลีลา หมายถึงท่าทางหรือท่วงทำนองของการกระทำ ชีวิตของทุกคนที่อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ก็ล้วนมีลีลาแตกต่างกันไปตามฐานะ เพศ และอาชีพ จึงยังไม่มีใครกล้าชี้ชัดลงไปว่าลีลาชีวิตของใครจะดีกว่ากัน เพราะทุกลีลาชีวิตก็ย่อมมีข้อดี ข้อด้อย หาสมบูรณ์แบบได้ยาก แต่เมื่อว่าโดยรวมแล้ว ท่านกำหนดลีลาชีวิตที่เป็นหลักใหญ่ ซึ่งเป็นลีลาที่สอดคล้องกับห้วงเวลาของชีวิตของคนเราไว้เป็น ๓ ระยะ คือ
       ๑. ลีลาชีวิตในประถมวัย เป็นระยะที่ต้องเน้นบทบาทหน้าที่ไปในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน จึงต้องขวนขวายหาความรู้ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการทิ้งความรู้ก็คือการทิ้งสมบัติภายในที่สามารถนำไปใช้สอยได้ตลอดชีวิต
       ๒. ลีลาชีวิตในมัชฌิมวัย ต้องให้ความสำคัญกับการประกอบหน้าที่การงานโดยอาศัยทั้งความรู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมา และไหวพริบปฏิภาณ รวมทั้งกำลังกาย และกำลังใจที่กำลังอยู่ในระยะเข้มแข็งสมบูรณ์เต็มที่ เป็นเครื่องมือ
       ๓. ลีลาชีวิตในปัจฉิมวัย ต้องเก็บเกี่ยวบุญกุศลและความสงบร่มเย็นให้แก่ตนเอง เผื่อแผ่ความดีงามให้แก่ผู้อื่น และวางตัวให้สมเป็นปูชนียบุคคลของคนรุ่นหลัง
       อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่า ถ้ายังเด็กอยู่จะทำบุญกุศลไม่ได้ ถ้ายังอยู่ในวัยทำงานจะศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ เพียงแต่ต้องไม่ทิ้งหลักใหญ่ที่ควรยึดไว้เป็นเป้าหมายชีวิตในแต่ละช่วงจังหวะ มิฉะนั้น ท่วงทำนองหรือการกระทำนั้นก็จะเป็นลีลาที่ผิด รวมถึงผิดเวลา อันเป็นการทำให้ชีวิตพลาดจากประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ลิ้น

ธรรมะกับชีวิต ตอน ลิ้น

ธรรมะกับชีวิต เรื่อง ลิ้น ...  อีสปเป็นนักเล่านิทานเป็นคติสอนใจที่มีชื่อเสียง ตามประวัติกล่าวว่า เขาทำงานเป็นทาส วันหนึ่ง นายใช้ให้ไปหาซื้อของที่ดีที่สุดมาปรุงอาหาร อีสปซื้อลิ้นโคมาให้นายทุกวัน จนนายประหลาดใจจึงถามว่าลิ้นโคดีวิเศษอย่างไร ถึงได้ซื้อมาทุกวัน อีสปอธิบายว่า ลิ้นเป็นของประเสริฐสุด รักกันก็เพราะลิ้น ช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็เพราะลิ้น ลิ้นเป็นสิ่งที่มีอานุภาพสำหรับเชื่อมความสัมพันธ์ และทำให้โลกนี้เป็นที่น่ารื่นรมย์ ด้วยเหตุนี้ ลิ้นจึงเป็นของดีที่สุด เมื่อนายได้ฟังคำอธิบายของอีสปจึงสั่งใหม่ว่า ตั้งแต่นี้ไปให้ซื้อของที่เลวที่สุดมาปรุงอาหาร อีสปก็ซื้อลิ้นโคมาอีก ครั้นนายถามก็อธิบายว่า อะไรในโลกนี้จะเลวไปกว่าลิ้นเป็นไม่มี ทำให้คนเกลียดชังกันก็เพราะลิ้น ทะเลาะวิวาทกันก็เพราะลิ้น ติดคุกติดตะรางหรือบางครั้งถึงตายก็เพราะลิ้น ด้วยเหตุนี้เอง ลิ้นจึงเป็นของเลวที่สุด
      การพูดจาปราศรัยเป็นเรื่องต้องระมัดระวัง และควรฝึกฝนอบรมให้ดีงามอยู่เสมอ ด้วยหลักปิยวาจา ๕ ประการ คือ ๑. เนฬา พูดไม่มีโทษภัย ๒. กัณณะสุขา เจรจาให้เสนาะหู ๓. หะทะยังคะมา ทุกผู้ดื่มด่ำจับใจ ๔. พะหุชะนะมะนาปา คนส่วนใหญ่ชอบ ๕. โปรี อยู่ในกรอบของภาษาชนเมือง และเว้นอัปปิยวาจา อย่างเด็ดขาด นั่นคือ คำด่า คำประชด คำกระทบกระแทก คำแดกดัน และคำหยาบคาย
       เมื่อเรามีของที่มีทั้งด้านดีที่สุดและเลวที่สุดอยู่ในตัวอย่างนี้แล้ว ก็จงมีสติเลือกใช้แต่เฉพาะด้านที่ดีที่สุดเถิด เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ตนเองและหมู่คณะอยู่กันอย่างเป็นสุข มีความเข้าอกเข้าใจและเป็นไปเพื่อความสามัคคีอันเป็นที่ปรารถนาของทุกคน

ธรรมะกับชีวิต ตอน ลักษณะต้องห้ามของคนไข้

ธรรมะกับชีวิต

ธรรมะกับชีวิต ตอน ลักษณะต้องห้ามของคนไข้ ... เมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วย สถานที่แห่งแรกและบุคคลแรกที่คนคิดถึง ก็คือโรงพยาบาล และหมอ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปัจจุบันคนไข้ที่ไปโรงพยาบาลมีจำนวนมากขึ้น บางแห่งจึงต้องใช้เวลาเข้าคิวรอคอยเป็นเวลาร่วมครึ่งวันจึงจะได้พบหมอ แม้แต่โรคเองก็ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นไปตามความเจริญของคนด้วย จะเห็นได้ว่ามีโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจำนวนคนไข้และความซับซ้อนของโรค ทำให้ปัญหาในการรักษาพยาบาลยังคงอยู่ตลอดไป แม้ความเจริญทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปแค่ไหนก็ตาม แต่ทั้งนี้การปฏิบัติตัวของคนไข้เองก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญด้วย
        ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๒๓ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงคนไข้ที่พยาบาลยากไว้ ๕ ลักษณะคือ
       ๑. มักทำสิ่งที่ไม่เป็นที่สบาย เช่น ชอบฝืนคำสั่งหมอและพยาบาล เป็นต้น
       ๒. ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย เช่น กินหรือนอนเกินประมาณ เป็นต้น
       ๓. ไม่กินยาตามที่หมอหรือพยาบาลสั่ง
       ๔. ไม่บอกอาการป่วยตามความเป็นจริงแก่ผู้พยาบาล
       ๕. ไม่อดทนต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น
        มีคำพระว่า “พยาธิธัมโมมหิ พยาธิงอนะตีโต เราจะต้องเจ็บไข้แน่ ไม่มีทางพ้นไปได้” เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย หมอก็ดี พยาบาลก็ดี หรือแม้แต่หยูกยาเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องช่วยได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ตัวของเราต้องช่วยตัวเองด้วย คือ ถ้าประสงค์ให้หายป่วยโดยเร็ว ก็ต้องหลีกเลี่ยงลักษณะที่ไม่ดีทั้ง ๕ ประการ ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้นเสีย


ธรรมะก่อนนอน ตอน ลักษณะคนดี

ธรรมะก่อนนอน 5

ธรรมะก่อนนอน ตอน ลักษณะคนดี ^_^ การเลือกคนดีเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง เพราะความคิดจิตใจของคนเป็นเรื่องยากจะหยั่งถึงได้ ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนีจึงแสดงลักษณะสำคัญของคนดีที่พอจะมองเห็นไว้ ๕ ประการ คือ
       ๑. นานะยัง นะยะตี ไม่ชักนำในสิ่งที่ไม่ดี เช่น ชักนำให้เสพของมึนเมา เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการทำงาน เป็นต้น
       ๒. อธุรายัง นะ ยุญชะติ ไม่ทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ คือรู้จักเคารพในฐานะและหน้าที่ของผู้อื่น ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง หรือสร้างความวุ่นวาย แต่มุ่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
       ๓. สุนะโย เสยยะโส โหติ เป็นผู้นำในทางที่ดี เช่น นำให้เว้นจากอบายมุข มีเมตตากรุณา ซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน แม้การทำดีบางครั้งจะต้องพบอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ สามารถยืนหยัดบนความถูกต้องได้อย่างมั่นคง
       ๔. สัมมา วุตโต นะ กุปปะติ ไม่โกรธเมื่อถูกชี้แนะ เพราะมุ่งต่อความดีเป็นสำคัญ เมื่อมีใครแนะนำทักท้วงในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ก็จะยินดี รู้สึกเหมือนผู้นั้นมาบอกขุมทรัพย์ให้
       ๕. วินะยัง ปะชานาติ ชอบระเบียบวินัย เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม แม้มีโอกาสก็ไม่ใช้อภิสิทธิ์ เพราะเห็นกฎหมายว่าเป็นทั้งเครื่องคุ้มครองและเป็นเครื่องจัดสรรความเท่าเทียมกันของมนุษย์ การทำลายกฎหมายก็คือการทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเพื่อนมนุษย์อ่อนแอหรือเกิดปัญหาก็ยากที่จะมีความสุขอยู่ได้ตามลำพัง
       ถ้าเลือกคนให้มากวาดถนน รดน้ำต้นไม้ ก็เป็นเรื่องง่ายเพราะถึงจะได้คนไม่ดีแต่ความเสียหายก็คงไม่มาก แต่ถ้าเลือกมาเป็นเพื่อน เป็นคู่ชีวิต หรือมาทำงานใหญ่ให้ประเทศชาติ ควรจะพิจารณาให้มาก เพราะถ้าเลือกผิดก็จะผิดหวัง กลัดกลุ้ม และหงุดหงิดไปนาน เข้าทำนองว่า "ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย" นั่นแล


ธรรมะกับชีวิต ตอน แรงปรารถนา

ธรรมะกับชีวิต 5

ธรรมะกับชีวิต ตอน แรงปรารถนา +++ ความปรารถนาของคนย่อมไม่มีสิ้นสุด เพราะเมื่อได้สมปรารถนาในสิ่งใดแล้ว ไม่ช้าก็จะเกิดความปรารถนาในสิ่งใหม่ขึ้นอีก เป็นเช่นนี้จนกระทั่งถึงจุดจบของชีวิต
       คนคนหนึ่ง รับเงินเดือนเดือนละหนึ่งหมื่นบาท เขาคิดว่าถ้าได้เงินเดือนสองหมื่นบาทเมื่อใด เขาจะมีความสุขมากที่สุด เมื่อได้สองหมื่นบาทจริง ๆ เขาก็มีความสุขจริง ๆ เหมือนกัน แต่ไม่นานก็อยากได้ถึงสามหมื่น ได้สามหมื่นแล้วก็อยากได้สี่หมื่นต่อไป ข้อสังเกตสำคัญอยู่ที่เมื่อเขาไม่ได้สี่หมื่นบาท ถ้าความปรารถนารุนแรงเท่าใด ความผิดหวังก็รุนแรงเท่านั้น ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ถ้าวันหนึ่งเขาต้องกลับไปรับเงินเดือนสองหมื่นบาทเหมือนเดิม เขาจะเป็นทุกข์ กลัดกลุ้ม น้อยใจ จนชีวิตแทบหาความสุขไม่ได้ ที่น่าแปลกใจก็คือ เขาก็เป็นคนคนเดียวกับที่เคยมีความสุขมากที่สุดตอนที่ได้เงินเดือนสองหมื่นบาทนั่นเอง ความสุขมากที่สุดของเขาบัดนี้หายไปไหน หายไปได้อย่างไร 
   คำตอบก็คือความสุขของเขายังอยู่ เพียงแต่เขาถูกแรงปรารถนาหลอกล่อให้เตลิดไปจนลืมตัว ลืมสติ ลืมกระทั่งว่าจะต้องจัดการ บริหาร และสร้างวิธีคิดอย่างไรจึงจะถูกต้อง เพราะความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ได้สมปรารถนานั้น ก็คือเชื้อหรือชนวนที่ก่อให้เกิดความปรารถนาต่อ ๆ ไปอีก ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ ทุกคนก็จะตายลงในท่ามกลางความไม่สมหวัง เว้นเสียแต่จะรู้จักมีความสุขกับสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว ถัดจากนั้น เมื่อปรารถนาอะไร ก็ทำไปตามเหตุผลที่ควรจะต้องทำ

       รู้จักวิธีคิดและฝึกความคิดให้ได้อย่างนี้ แม้จะยังมีความปรารถนา แต่ก็ไม่ตกเป็นทาสของแรงปรารถนา

ธรรมะกับชีวิต ตอน เรื่องของคนแก่

ธรรมะกับชีวิต 4

ธรรมะกับชีวิต ตอน เรื่องของคนแก่
      เป็นที่รู้กันว่า ทุกขณะที่เวลาผ่านไป เราก็แก่ลงไปตามลำดับ ผ่านไปครบหนึ่งปีก็แก่ลงไปอีกหนึ่งปี ความแก่ของร่างกายนี้ไม่มีใครปรารถนา ในทางพระพุทธศาสนาถึงกับระบุไว้ว่า ชราปิ ทุกขา แปลว่า ความแก่เป็นทุกข์ เพราะเป็นที่รวมของความถดถอย ตั้งแต่ร่างกาย อวัยวะ กำลังวังชา และความทรงจำคิดอ่านต่าง ๆ แต่ก็เป็นความเสื่อมที่ไม่มีใครเอาชนะได้

       ความแก่อีกอย่างหนึ่ง คือความแก่ทางพฤติกรรมหรือนิสัยใจคอ เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ เสริมสร้างได้ และควรสนใจให้มาก เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตและความสุขทุกข์โดยตรง ความแก่ชนิดนี้มีทั้งดีและไม่ดี ดังมีผู้ยกเป็นตัวอย่างไว้ว่า
แก่ใช้เงินเกินตัวเรื่องพัวพัน          แด่พนันวันหน้าท่าต้องแย่
แก่เมาเหล้าเมารักมักปรวนแปร          แก่ยุแหย่นินทาแก่สาบาน
แก่สอพลอยอให้คิดเพราะอิจฉา          แก่ตัณหาพาจิตคิดฟุ้งซ่าน
แก่ขี้เกียจหลังยาวไม่เข้าการ          แก่หลบงานหายหน้าเป็นอาจิณ
แก่เมตตาการุณมีบุญหนัก          แก่รู้จักละบาปกำราบสิ้น
แก่เอื้อเฟื้อผู้คนได้ยลยิน          แก่หากินสินทรัพย์นับอนันต์
แก่พากเพียรเรียนดียิ่งมีชื่อ          แก่สัตย์ซื่อจะสร้างทางสุขสันต์
แก่ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกลมเกลียวกัน          แก่รู้ทันชาติชราพาปล่อยวาง
       เมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ไม่ควรคิดถึงเฉพาะความแก่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ควรศึกษาพฤติกรรมหรือความเคยชินที่ผ่านมาว่าจะต้องลดหรือเพิ่มความแก่ชนิดใดบ้าง เพื่อให้แก่อย่างมีคุณค่าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายิ่งแก่ยิ่งมีราคา

ธรรมะกับชีวิต ตอน คนกับรอยร้าวทั้งห้า

ธรรมะกับชีวิต 3

ธรรมะกับชีวิต ตอน คนกับรอยร้าวทั้งห้า @@@ อาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย แม้จะก่อสร้างอย่างมั่นคงดีเลิศเพียงใด หากพื้นซึ่งเป็นที่รองรับไม่แข็งแรงดีพอก็จะทรุดตัว แตกร้าว และพังทลายลงได้ ฉันใด ชีวิตของคนก็เช่นกัน คือ ถ้าพื้นไม่ดีเสียอย่างเดียว ก็จะล่มสลายได้ในที่สุด ฉันนั้น และวิธีดูความมั่นคงของพื้นท่านให้สังเกตที่รอยร้าว เช่น ถ้าเห็นตึกหลังใดมีรอยร้าวปรากฏก็สันนิษฐานได้ว่า ฐานหรือพื้นของตึกหลังนั้นไม่ดี ในส่วนของคน ท่านผู้รู้แนะให้ดูที่รอยร้าวคือพฤติกรรม 5 อย่าง คือ
       1. โหดร้าย ฆ่าหรือเบียดเบียนผู้อื่นในทางชีวิตและร่างกาย
       2. มือไว ลักขโมยหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทางใดทางหนึ่ง
       3. ใจเร็ว ประพฤติผิดประเวณี ขาดการยับยั้งชั่งใจ
       4. ขี้ปด ละทิ้งความสัตย์ความจริง ใช้ความเท็จเอาตัวรอดหรือแสวงหาผลประโยชน์
       5. หมดสติ เสพสิ่งมึนเมาหรือสิ่งเสพติดจนทำให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาบ้าง ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจบ้าง
       โหดร้ายหนึ่ง มือไวหนึ่ง ใจเร็วหนึ่ง ขี้ปดหนึ่ง หมดสติหนึ่ง หากผู้ใดมีพฤติกรรมห้าอย่างนี้ปรากฏออกมา แสดงว่าพื้นชีวิตของผู้นั้นมีความเสียหาย ถ้าเป็นอาคารก็เริ่มมีรอยร้าวปรากฏ หากรอยร้าวนั้นใหญ่ขึ้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น อาคารนั้นก็จะพังถล่มลงในที่สุด แต่ตึกร้าวก็ยังไม่น่ากลัวเท่าคนร้าว เพราะคนร้าวนั้น สามารถสร้างความเสียหายได้ลึกและกว้างขวางกว่ามาก ปัญหาอาชญากรรม และความเดือดร้อนวุ่นวายในทุกวันนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ สำหรับมนุษย์อย่างเราๆ ท่าน การมีไว้ซึ่งศีล 5 จึงเป็นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ที่สำคัญ ชีวิตของผู้ใดที่ตั้งอยู่บนฐานคือศีล 5 จะมั่นคง ไม่แตกร้าวพังทลายอย่างแน่นอน @@@ ธรรมะกับชีวิต ตอน คนกับรอยร้าวทั้งห้า

"ธรรมะกับชีวิต" ตอน มนุษย์กับการฝึกฝน


"ธรรมะกับชีวิต" ตอน มนุษย์กับการฝึกฝน
      เป็นที่ทราบกันดีว่า มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษที่เรียนรู้และฝึกฝนตนเองได้ดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น จนสามารถนำสัตว์อื่นมาฝึกแล้วใช้งานตามคำสั่งได้ ทั้งที่สัตว์บางชนิดมีร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่เคยปรากฏเลยว่ามีสัตว์ชนิดใดที่จะมีอำนาจเหนือมนุษย์ได้ เพราะการฝึกฝนนี้เองนอกจากจะทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์แล้ว ยังเป็นเหตุให้มนุษย์ด้วยกันเองเหนือกว่ากันได้อีก ในเรื่องการฝึกฝนนี้ ทางศาสนาได้แสดงหลักแห่งการฝึกฝนไว้ 3 ด้าน คือ

       1. ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ต้องฝึกฝนพัฒนาเพื่อให้สามารถอยู่กับเพื่อนร่วมโลกได้ดี มีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ สัตว์ หรือมนุษย์ด้วยกัน
       2. ด้านจิตใจ ต้องฝึกจิตใจให้เยือกเย็นมั่นคง มีศีลธรรม ให้เป็นแหล่งกำเนิดความดีงาม เป็นต้นทางแห่งการประพฤติดีปฏิบัติชอบ
       3. ด้านปัญญา ต้องฝึกคิดฝึกมองปัญหาต่าง ๆ ในกรอบของเหตุผล เริ่มตั้งแต่เรื่องที่เห็นง่าย เข้าใจง่าย ไปจนถึงเรื่องละเอียดอ่อนลึกซึ้ง จนความคิดผิดเห็นผิดค่อยลดลงไปตามลำดับ ทำให้ชีวิตดำเนินไปตามครรลองความถูกต้องดีงามได้โดยอัตโนมัติ

       ถ้ามองย้อนกลับไปให้เห็นหมวดหมู่ของปัญหา ก็จะเห็นว่าไม่พ้นไปจากเรื่องที่กล่าวมา คือปัญหาเกี่ยวกับการจัดการสภาพแวดล้อม อันได้แก่ ธรรมชาติ มนุษย์และสัตว์ที่เกี่ยวข้องบ้าง ปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตซึ่งเป็นต้นทางของพฤติกรรมบ้าง ปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติและความเชื่อบ้าง ถ้าฝึกฝนพัฒนาตนในสามด้านดังกล่าวแล้วให้ดี ชีวิตก็จะเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ดังคำพระที่ว่า “ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกฝนแล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด”

"ธรรมะกับชีวิต" ตอน มนต์รัก

"ธรรมะกับชีวิต" 1

"ธรรมะกับชีวิต" ตอน มนต์รัก
      ธรรมะสอนใจสั้นๆ ขอเสนอธรรมะกับชีวิต ตอน มนต์รัก ประจำวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ... ธรรมชาติของทุกคนย่อมต้องการเป็นที่รักของผู้อื่น ไม่ต้องการเป็นที่รังเกียจของใคร ๆ วิธีทำให้คนอื่นรักมีหลากหลายตามความเชื่อที่ต่างกันไป ไม่เว้นแม้แต่การหันไปพึ่งคุณไสยหรือเวทมนต์คาถา เพื่อช่วยดลใจให้คนอื่นรัก สำหรับทางพระพุทธศาสนาได้สอนหลักปฏิบัติสำหรับยึดเหนี่ยวใจคนให้เกิดความรัก ที่เรียกว่า สังคหวัตถุหรือมนต์รักไว้ ๔ ประการ คือ
       ๑. ทาน เป็นผู้ให้ ยินดีเสียสละแบ่งปัน ทั้งเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น และเพื่อแสดงน้ำใจ
       ๒. ปิยวาจา จะพูดอะไรก็พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะน่าฟัง แม้จะต้องตำหนิกล่าวโทษ ก็แสดงเหตุผลด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่หยาบกระด้างหรือใช้อารมณ์
       ๓. อัตถจริยา ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกำลังกาย กำลังความคิด แม้เขาไม่ออกปากก็มีน้ำใจ ไม่ดูดาย
       ๔. สมานัตตตา วางตัวเหมาะสม คือวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย และเหมาะสมกับฐานะที่เป็น เช่น ในฐานะที่เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นสามีภรรยา เป็นเพื่อน เป็นต้น
       ความรักเป็นเรื่องของจิตใจ การที่จะกล่าวเรื่องของจิตใจนั้น ต้องอาศัยความดีเป็นสะพานเชื่อมให้เกิดความซาบซึ้งประทับใจต่อกัน มนต์รักจึงไม่ใช่มนต์ดำที่ปกปิด แต่เป็นมนต์ขาวที่เปิดเผย ไม่ใช่มนต์เสก แต่เป็นมนต์สร้าง ดังคำประพันธ์ที่ว่า
           อันวิชาอาคมผสมเสน่ห์        สำแดงเล่ห์หลอกคนว่ามนต์ขลัง
           เสียเวลาประวิงไม่จริงจัง เพราะมนต์ขลังมีอยู่ทั่วในตัวเรา
           คือกิริยาวาจาอัชฌาสัย แม้ทำไว้ให้ดีไม่มีเฉา
           ประชาชนยลพักตร์ย่อมรักเรา ไม่ต้องเป่าเสกสั่งก็ขลังเอง 

ธรรมะสอนใจ ตอน ผลบุญ

ธรรมะสอนใจ.ผลบุญ

ธรรมะสอนใจ ตอน ผลบุญ ... การทำบุญเป็นกิจกรรมที่มีอยู่ในทุกศาสนา โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนามีการทำบุญหลายวิธี เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น เป็นวิธีชักนำให้คนเข้าหาความดี การทำบุญนั้นไม่ว่าจะมีกรรมวิธีแตกต่างกันอย่างไร ก็ทำให้เกิดความดีที่เป็นผลรวมเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือปิดกั้นอกุศล ไม่ให้ความชั่วได้ช่อง

        โดยธรรมชาติ ดีกับชั่วย่อมเป็นปฏิปักษ์กันเองอยู่ในตัว ขณะที่กำลังพูดไพเราะ จะไม่สามารถพูดคำหยาบได้ ขณะที่เกิดความรักอย่างท่วมท้นจะไม่สามารถโกรธได้ เมื่อเปิดช่องให้ความดีมากเท่าใด โอกาสของความชั่วก็น้อยลงเท่านั้น การทำบุญจึงไม่ใช่เป็นเพียงประเพณีหรือข้อบัญญัติที่เลื่อนลอย แต่มีผลดีต่อชีวิตจริง ๆ อย่างน้อย ๒ ระยะ คือ

         ระยะแรก ทำให้เกิดความสุขใจ บางคนพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ความมีหน้ามีตาในสังคม แต่หาความสุขใจไม่ค่อยได้ ที่เป็นดังนั้นเพราะยังเข้าไม่ถึงความสุขอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าอะนะวัชชะสุข คือสุขเกิดจากการไม่กระทำสิ่งที่มีโทษ ได้แก่ความปลอดโปร่งใจ วางใจได้สนิทว่าไม่มีความผิดที่จะต้องเดือดร้อนสะดุ้งระแวง มีความสงบเย็น ไม่ถูกทำร้ายแม้จากความรู้สึกของตัวเอง

        ระยะที่สอง ทำให้เกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะความมั่นใจในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะคนที่ใกล้ตาย จะต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติครอบครัวและญาติมิตรที่เคยเป็นที่พึ่งไว้เบื้องหลัง ครั้นมองไปข้างหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปไหน เผชิญกับอะไร ตกอยู่ในสภาพอ้างว้างหวาดหวั่น เพราะไม่เห็นว่าสิ่งใดจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวพึ่งพิงได้ จึงมีแต่บุญหรือความดีเท่านั้น ที่จิตใจจะนึกหน่วงเอามาเป็นอารมณ์ ทำให้เกิดความภูมิใจและมีกำลังใจได้ บุญที่ทำไว้จึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายจริง ๆ

        การทำบุญไม่ว่าในศาสนาไหน ย่อมไม่ได้เป็นเพียงประเพณีเท่านั้น ทุกครั้งที่ทำ หมายถึงได้ปิดกั้นความชั่ว เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขใจและมั่นใจ ทำให้ชีวิตเป็นสุขขึ้นทันตาเห็น ไม่ใช่เรื่องควรรังเกียจหรือน่าเบื่อหน่ายแต่อย่างใด .... ธรรมะสอนใจ ตอน ผลบุญ

ธรรมะสอนใจ ตอน พินาศเพราะกิเลส

ธรรมะสอนใจ

ธรรมะสอนใจ ตอน พินาศเพราะกิเลส
      มีเรื่องเล่าว่า ชายสองคนเป็นสหายกัน พากันไปบวงสรวงเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏว่าเทพเจ้าพอใจอนุญาตให้เขาทั้งสองขอสิ่งที่ปรารถนาได้โดยเสรี โดยบอกว่าใครขอก่อนขอเท่าใดก็จะได้เท่านั้น ส่วนคนที่ขอภายหลังจะได้สิ่งนั้นเหมือนกัน แต่ได้มากเป็นสองเท่า สหายทั้งสองต่างดูเชิงกันอยู่พักใหญ่ เพราะเกี่ยงกันว่า คนขอก่อนจะได้เพียงส่วนเดียว ส่วนคนขอทีหลังจะได้มากถึงสองส่วน ในที่สุดคนแรกก็ตัดสินใจขอพรจากเทพเจ้าก่อน แต่แทนที่จะขอทรัพย์สินเงินทอง กลับขอให้ดวงตาของตนบอดไปข้างหนึ่ง ด้วยหวังว่าเพื่อนที่ขอทีหลังจะได้ตาบอดทั้งสองข้าง ผลก็คือตาของตัวเองบอดไปข้างหนึ่งจริง ๆ ส่วนคนที่สองเข้าใจว่า คนแรกคงจะขอทรัพย์สินเงินทองเป็นแน่ และเทพเจ้าก็คงจะประทานความร่ำรวยให้ ในเมื่อตนขอภายหลังก็จะต้องร่ำรวยกว่าคนแรกถึงสองเท่าอย่างแน่นอน คิดดังนั้น เขาจึงได้ขอพรเช่นเดียวกับที่คนแรกขอไว้ ในที่สุดดวงตาของเขาก็บอดสนิททั้งสองข้าง

       เรื่องนี้ เมื่อมองในแง่หลักธรรมพบว่า คนแรกมีจิตริษยาคนอื่น ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนรักกัน จิตประเภทนี้จะคอยคิดในทางตัดรอนหรือทำลายผลประโยชน์ของคนอื่น เห็นใครได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ ส่วนคนที่สองมีลักษณะละโมบจัด เห็นแก่ได้เป็นหลัก ไม่มีความคิดเรื่องการเสียสละอยู่ในใจ เมื่อคนทั้งสองมาคบกันผลสุดท้ายก็พินาศ ทั้งสองฝ่าย

       พระพุทธศาสนาสอนว่า จิตที่มีลักษณะริษยาและโลภจัดนั้น เป็นเหมือนสนิมที่คอยกัดกินจิตใจให้เสื่อมทราม ดุจสนิมที่กัดกินเหล็กให้ผุกร่อน คนมีปัญญาจึงหมั่นกำจัดสนิมดังกล่าวออกจากจิตใจตนเอง และวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ ก็คือ หัดชื่นชมยินดีในความสำเร็จของผู้อื่นและเสียสละประโยชน์ส่วนตนดูบ้าง หากทำได้ นอกจากจะป้องกันมิให้ความพินาศเกิดขึ้นได้แล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมให้จิตใจเยือกเย็นอิ่มเอิบ มีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย ... ธรรมะสอนใจ ตอน พินาศเพราะกิเลส
     
      อ่านนิทานธรรมะสอนใจ (นิทานธรรมะมาใหม่ทุกๆ วัน) ผู้ที่สนใจธรรมะไม่ควรพลาดนิทานธรรมะสั้น ๆ ธรรมะก่อนนอน เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี นิทานธรรมะให้คติสอนใจ สั้นๆ ให้ทั้งความสนุก สอดแทรกหลักธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สนใจนิทานธรรมะ ต้องที่ "นิทานธรรมะ" [ธรรมะสอนใจ]

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget