แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะก่อนนอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะก่อนนอน แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง คน ๔ ประเภท

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง คน ๔ ประเภท
   สังคม หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงาน บริษัท ก็จะต้องมีคนมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่โบราณได้แบ่งไว้  ๔  ประเภท ด้วยกัน คือ คนฉลาดและขยัน คนฉลาดแต่ขี้เกียจ คนโง่และขี้เกียจ และสุดท้ายคือ คนโง่แต่ขยัน มีลักษณะและความแตกต่าง ดังต่อไปนี้

   คนประเภทที่ ๑  คนฉลาดและขยัน  คนประเภทนี้ ถ้าส่งเสริมให้ดีแล้วต่อไปภายภาคหน้า จะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ จึงควรเลี้ยงไว้ และไม่ควรเลี้ยงไว้ห่างสายตา แต่อย่าให้ใกล้ชิดเกินไป เพราะอันตราย
  คนประเภทที่  ๒  คนฉลาดแต่ขี้เกียจ คนประเภทนี้ควรให้ทำงานในเรื่องที่เกียวกับการใช้หัวคิด หรือวางแผนจะเหมาะที่สุด เพราะเป็นคนเก่ง คิดไว แต่การปฏิบัติต้องมีคนช่วย
  คนประเภทที่  ๓  คนโง่และขี้เกียจ คนประเภทนี้พอเอาไปเป็นแรงงานได้ แต่ต้องคอยจับตาดู คอยแนะนำให้ทำตาม หรือให้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น ปล่อยให้ทำเองไม่ได้
  คนประเภทที่  ๔  คนโง่แต่ขยัน  คนประเภทนี้มักสร้างความวุ่นวายให้กับสังคม อันตรายต่อสังคมและองค์กร ไม่ว่าจะให้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด ก็ก่อความวุ่นวาย เดือดร้อนได้ง่าย
ในสังคมหรือองค์กรไหนก็ตาม ย่อมจะมีคน ๔  ประเภทนี้อยู่ด้วยเสมอ การจะใช้งานคนในสังคมหรือองค์กรนั้นๆ ให้สอดคล้องกับลักษณะนิสัยหรือคุณภาพของคน จึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังมีคำกล่าวว่า put the right man on the right job เพราะการเลือกคนได้เหมาะกับงาน ก็มีแต่ความสำเร็จ ในทางตรงกันข้าม การเลือกใช้คนไม่ถูกกับงาน ก็มีแต่จะล้มเหลว และเป็นอันตรายทั้งแก่สังคมและองค์กรในวงกว้างเช่นกัน แล้วท่านล่ะ คิดว่าอยู่ในประเภทไหน... ธรรมะก่อนนอน เรื่อง คน ๔ ประเภท

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง ความซื่อสัตย์ใกล้ตัว

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง ความซื่อสัตย์ใกล้ตัว #$ ตามปกติสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัว เรามักจะมองเห็นหรือได้ยินได้ฟังก่อนสิ่งที่อยู่ไกลตัวเสมอ ความซื่อสัตย์ก็เช่นกัน หากเราสังเกตุก็จะพบอยู่ใกล้ๆ ตัวเราเช่นกัน ยกตัวอย่าง ซื่อสัตย์ต่อหน่วยงาน องค์กร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมงาน ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เป็นต้น ในแง่ทางธรรม บุคคลจะดำรงอยู่ในความซื่อสัตย์อย่างยั่งยืนและมีความสุขได้ ย่อมต้องอาศัยคุณธรรมอื่นช่วยหนุน คุณธรรมที่ว่านี้ เรียกว่า ธรรมฉันทะ แปลว่า ความรัก ความพอใจและความชอบ เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้ ถ้าเริ่มด้วยความรัก และพอใจแล้ว ก็จะดึงสิ่งที่ดีงามอย่างอื่นเข้ามารวมอยู่ด้วยกัน เช่น ดึงความพากเพียรพยายามออกมาช่วย ดึงความอดทนและความเฉลียวฉลาดเข้ามาเป็นพวก เป็นต้น ข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างจากชายหนุ่มที่รักสาวย่อมจะไม่กลัวผีหลอก แม้จะต้องเดินผ่านป่าช้าในเวลาค่ำคืนเพื่อไปพบคนรัก ฉันใด การดำรงตนมั่นคงอยู่ในความซื่อสัตย์ก็ฉันนั้น ถ้ามองให้เห็นคุณประโยชน์จนเกิดความรักและพอใจแล้ว ในการปฏิบัติ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ยั่วยุหรือยั่วยวน ก็ไม่สามารถทำให้เสื่อมจากความซื่อสัตย์ไปได้เลย


   ความซื่อสัตย์นี้ แม้เราจะได้ยิน ได้ฟัง มาอย่างหลากหลาย แต่ทุกๆ ด้าน ความซื่อสัตย์ล้วนมีรสเป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือ มีเกียรติ์ มีชื่อเสียง ได้รับความยกย่องน่านับถือ คำสรรเสริญเล่าลือเป็นรส ดังคำพระทีว่า "สัจเจนะ กิตติง ปัปโปติ แปลได้ว่า คนได้เกียรติเพราะซื่อสัตย์" ดังนั้น การดำรงอยู่ในความซื่อสัตย์ ก็เป็นการสร้างเกียรติให้แก่ตนเองโดยตรงนั่นเอง

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง ทางก้าวหน้าสำหรับคนทำงาน

   +++ ทุกคนในโลกนี้ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม ทั้งงานรัฐ บริษัทเอกชน หรือแม้แต่งานส่วนตัว ย่อมปรารถนาความสำเร็จ ความก้าวหน้าด้วยกันทั้งสิ้น เช่น ได้เลือนยศ ได้เงินเดือนสูงขึ้น ได้รางวัล ได้โบนัส หากทำการค้าขายก็อยากให้สินค้าของตนขายดิบขายดี มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ เป็นต้น ทางศาสนามองว่า คนที่ปรารถนาความก้าวหน้า ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ควรยึดมั่นในหลักธรรม ๗ ประการ ได้แก่


๑.  อุฏฐานะ หมายถึง มีความเพียร คือ ขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน มีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
๒.  สติ  หมายถึง มีสติ คือ ระมัดระวังตนอยู่ตลอดเวลา ควบคุมสติอารมย์ไว้ได้ คิดก่อนทำ ก่อนพูด
๓.  สุจิกัมมะ หมายถึง มีการงานสะอาด คือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใด ไม่ก่อทุกข์ ก่อโทษแก่ใคร ประกอบแต่งานที่สุจริต งานที่ชอบด้วยกฏหมาย และ
ศีลธรรม
๔.  นิสัมมการี หมายถึง มีความรอบคอบ คือ มีความละเอียดรอบคอบ ใคร่ครวญพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
๕.  สัญญตะ หมายถึง มีความสำรวม คือ มีกริยามารยาทเรียบร้อยน่าเลื่อมใส สงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่โอ้อวดตัว ไม่ข่มเหงผู้อื่นด้วยกริยาอาการ หรือคำพูด ไม่ดูหมิ่นคนอื่นที่ด้วยกว่าตนทั้งฐานะ และการศึกษา
๖.  ธัมมวิหารี หมายถึง เป็นอยู่โดยธรรม คือ มั่นคงอยู่ในศีลธรรม ยึดธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
๗.  อัปปมัตตะ หมายถึง ไม่ประมาท คือ ไม่หลงมัวเมา หรือประมาทเลินเล่อ จนงานที่รับผิดชอบเกิดความผิดพลาดเสียหาย 

ความเจริญก้าวหน้าเป็นสิ่งที่ต้องการของคนทำงานในทุกยุคทุกสมัย วิธีการที่นำไปสู่ความเจริญก้าวหน้านั้นก็แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับคนทำงานที่ยึดมั่น ดำรงตนอยู่ในหลักธรรม ๗ ประการข้างต้น ดังกล่าวแล้ว มีแต่ความเจริญก้าวหน้าถ่ายเดียวแบบยั่งยืนตลอดไป



ธรรมะก่อนนอน เรื่อง ชีวิตนี้สั้นนัก


คำว่า ชีวิตนี้...สั้นนัก ในทีนี้หมายถึง โอกาสในการสร้างความดีของมนุษย์เรามีอยู่อย่างจำกัด เพราะชีวิตขึ้นอยู่กับกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ชีวิตของมนุษย์เราย่อมลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้ชีวิตมา จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และอยู่ดีมีความสุข อีกทั้งใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัด สร้างคุณงามความดี เมื่อชีวิตจะต้องต่อสู้ดิ้นรนแข่งกับเวลาอย่างนี้แล้ว หากมัวแต่นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ตนเองไม่ชอบใจ เช่น คนโน้นเคยด่าเรา เคยทะเลาะกับเรา เราไม่ชอบหน้าคนโน้นคนนี้ นอกจากจะเป็นการเสียเวลาโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังทำให้ลืมหน้าที่ของตนเองว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำอีกด้วย และการย้ำคิดย้ำทำใเรื่องไม่ดีเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้ว ยังทำให้เสียสุขภาพจิตอีกด้วย
   ฉะนั้น ทางพุทธศาสนาจึงสอนย้ำเสมอว่า ชีวิตนี้สั้นนัก เป็นการเตือนสติให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในวัยและในชีวิต ดังนี้


๑.  ปฐมวัย ต้องขยันศึกษาหาความรู้ หรือเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา เพราะการศึกษา คือ เครื่องมือนำไปสู่การสร้างโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิต
๒.  มิชฌิมวัย ต้องขยันทำงานหาทรัพย์ รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ และใช้จ่ายทรัพย์อย่างประหยัด และรู้พอเพียงสมกับฐานะของตนเอง
๓.  ปัจฉิมวัย ขยันสร้างบุญกุศล หาความสงบสุขทางใจ อันเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อไปสู่ภพภูมิที่ดีเมื่อเราละจากโลกนี้ไป
สรุปได้ว่า เราจะทำอะไรต้องรีบทำ เพราะชีวิตนี้สั้นนัก สมดังคำประพันธ์ที่นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า
เวลาและวารี มิได้มีจะคอยใคร เรือเมล์และรถไฟ มันก็ไปตามเวลา
โอ้ เอ้ และอืดอาด ก็จะพลาดปรารถนา ชวดแล้วจะโศกา อนิจจาเราช้าไป



"ธรรมะกับชีวิต" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตอน ถ้วยกาแฟ

"ธรรมะกับชีวิต" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
"ธรรมะกับชีวิต" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตอน ถ้วยกาแฟ ... ในงานเกษียณอายุของอาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่ง บรรดาศิษย์เก่าที่จบการศึกษาได้ถือโอกาสกลับมาพบปะชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก หลังจากการสังสรรค์ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อวงสนทนาเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการครองชีพ ความเครียดก็เกิดขึ้น บางคนบ่นน้อยใจในโชควาสนา บางคนก็พูดถึงภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกวัน บางคนโหมงานหนักจนสุขภาพย่ำแย่ บางคนก็อับอายเรื่องฐานะไม่กล้าพูดคุยกับเพื่อนฝูง ฝ่ายอาจารย์ใหญ่ได้แต่ยืนฟังอย่างสงบ ครั้นถึงเวลาเลี้ยงกาแฟ ท่านเดินเข้าไปในห้องครัว แล้วออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟหลายใบ มีทั้งแบบพื้น ๆ ธรรมดาราคาถูก และที่สวยงามราคาแพง แล้วบอกให้ลูกศิษย์เลือกถ้วยกาแฟจัดการรินกาแฟดื่มกันตามใจชอบ

       ทุกคนต่างพากันเลือกถ้วยกาแฟที่สวย ๆ ราคาแพง ไม่มีใครอยากได้แบบที่เป็นธรรมดาราคาถูกสักคนเดียว เมื่อลูกศิษย์ต่างมีถ้วยกาแฟอยู่ในมือครบแล้ว อาจารย์ใหญ่จึงพูดขึ้นว่า "คนเรามักจะเลือกสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุด โดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริง และนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต ความจริงขณะนี้สิ่งที่พวกเธอต้องการแท้จริงคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับทำให้พวกเธอยึดติดกับถ้วย ชีวิตก็เช่นกัน หากตระหนักในความต้องการแท้จริงของชีวิต ไม่หลงติดแค่ส่วนประกอบก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะส่วนประกอบแม้จะขาดหายไปบ้าง ก็ไม่ทำให้เนื้อหาจริง ๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป"


       เรื่องข้างต้นนี้เป็นอุทาหรณ์ในประเด็นของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี คือถ้าเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงจะเป็นเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของชีวิตว่าต้องการอะไร เมื่อได้มาตามนั้นก็สร้างความรู้สึกว่าพอเพียงแล้ว พอเหมาะพอสมแล้ว ชีวิตก็เป็นสุข เหมือนเมื่อความต้องการที่แท้จริงอยู่ที่การดื่มกาแฟ เมื่อได้ถ้วยกาแฟที่พอเหมาะพอสม ก็พอเพียงแล้วสำหรับการดื่มกาแฟให้มีความสุข ไม่ต้องไปดิ้นรนให้เดือดร้อนวุ่นวายไปอีกเปล่า ๆ


ธรรมะก่อนนอน เรื่อง กากับนกเค้า

ธรรมะก่อนนอน ตอน กากับนกเค้า

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง กากับนกเค้า &*& มีเรื่องเล่าในชาดกว่า ครั้งหนึ่งพวกนกมาประชุมกันเพื่อคัดเลือกหัวหน้า ฝูงนกเสนอให้นกเค้าขึ้นเป็นหัวหน้า แต่มีกาตัวหนึ่งค้านว่า นกเค้าไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำเพราะมีหน้าตาน่ากลัว ทำให้นกเค้าโกรธจัดที่ถูกกาว่าร้ายเช่นนั้น จึงบินไล่จิกกาออกไปนอกที่ประชุม สุดท้ายพวกนกจึงได้เลือกหงส์ทองขึ้นเป็นหัวหน้า ส่วนกากับนกเค้าก็กลายเป็นศัตรูต่อกันข้ามภพข้ามชาติมาจนถึงปัจจุบัน

        ความพยาบาทจองเวรกันนั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับสัตว์หรือคนก็ตาม ล้วนแต่เป็นไปเพื่อหายนะทั้งสิ้น อุบายวิธีที่จะระงับยับยั้งเวรนั้นนับว่าสำคัญยิ่ง ทางศาสนาท่านสอนวิธีการหยุดการจองเวร โดยการให้อภัย ให้อโหสิกรรมต่อกัน วิธีอื่นนอกจากนี้ถึงจะมี แต่ก็ให้ผลได้ไม่เด็ดขาดเท่ากับ การให้อภัยหรือให้อโหสิกรรมต่อกัน ในทางปฏิบัติ การให้อภัย หรือให้อโหสิกรรม ก็นับว่าทำได้ยากพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เพราะมีโทสะมานะทิฐิในใจของแต่ละคนมาขวางกั้นไว้ และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะขาดความอดทนอดกลั้น ขาดความรักความบริสุทธิ์ใจต่อกัน จึงทำให้เวรนั้นยังคงดำเนินต่อไป ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของคนหมู่มากมีเวรต่อกันด้วยแล้ว ความยากลำบากในการปฏิบัติ รวมถึงความเดือดร้อนแก่ตนเอง และผู้ไม่เกี่ยวข้องก็มากเท่าทวีคูณตามไปด้วย การระงับเวรด้วยการไม่จองเวรแต่เพียงข้อเดียวอาจไม่ได้ผลในกรณีของคนหมู่มาก จึงจำต้องใช้อุบายวิธีอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การหันหน้าเข้าหากัน เลือกมองแต่แง่ดีของกันและกัน เป็นต้น เวรนั้นจึงจะมีโอกาสสงบระงับได้


       กากับนกเค้าที่ทะเลาะกันอยู่ จนถึงปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะทะเลาะเพราะเหตุที่เลือกหัวหน้า หรือเหตุอื่นใดก็ตาม ถึงแม้จะยังเป็นศัตรูต่อกันอยู่ก็สร้างความเสียหายเพียงแคบ ๆ แต่ถ้ามนุษย์ทะเลาะกัน จองเวรต่อกันแล้ว หายนะที่จะเกิดขึ้นย่อมจะรุนแรงกว่าสัตว์ สุดที่จะประมาณได้ ดังนั้นทางหนึ่งที่จะป้องกันหายนะทั้งหลายได้ ก็คือการให้อภัย ให้อโหสิกรรม ไม่จองเวรต่อกันนั่นเอง



นิทานคุณธรรม เรื่อง พระเลี้ยงลิง

นิทานคุณธรรม ตอน พระเลี้ยงลิง

นิทานคุณธรรม เรื่อง พระเลี้ยงลิง *!* มีเรื่องเล่าว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นยุคที่บ้านเมืองมีความสงบสุขมาก ความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมืองส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนมีระเบียบวินัย ข้อบังคับใดที่ทรงวางไว้ใครจะมาล่วงละเมิดไม่ได้ และเพราะเหตุที่บ้านเมืองมากไปด้วยระเบียบวินัยนี้เอง ทำให้ประชาชนบางพวกไม่พอใจ จึงขอให้พระเถระรูปหนึ่งไปเข้าเฝ้าเพื่อขอให้ทรงลดหย่อนเรื่องระเบียบวินัยลงเสียบ้าง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับสั่งว่าจะขอผัดผ่อนไปก่อนสัก ๗ วัน แล้วจึงจะให้คำตอบ และก่อนที่พระเถระจะกลับ ทรงถวายลิงตัวหนึ่งแก่พระเถระโดยขอร้องว่าอย่าล่ามโซ่ เมื่อพระเถระนำลิงมาเลี้ยงที่วัดโดยไม่ล่ามโซ่ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายขึ้นตามประสาลิงจนพระเถระทนไม่ไหว สามวันต่อมาจึงนำลิงไปส่งคืน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงตรัสว่า “พระคุณเจ้าเอาลิงตัวเดียวไปเลี้ยงโดยไม่ล่ามโซ่ มันยังทำความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ แต่โยมเลี้ยงคนทั้งประเทศ ถ้าโยมปกครองคนทั้งประเทศโดยไม่ใช้กฎหมายและระเบียบวินัยแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร” เมื่อได้ฟังดังนั้น พระเถระก็ยอมรับความจริงว่า การปกครองคนหมู่มาก จำเป็นต้องมีกฎหมายและระเบียบวินัย มิฉะนั้นบ้านเมืองจะวุ่นวายเหมือนการเลี้ยงลิงโดยไม่ล่ามโซ่นั่นเอง

        เรื่องนี้สอนให้เห็นชัดว่าความมีระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการอยู่ร่วมกัน เพราะระเบียบวินัยเป็นเครื่องฝึกให้คนรู้จักระวังตัว รู้จักควบคุมตัวเอง และรู้จักเชื่อฟัง ไม่ก่อปัญหาแก่คนอื่น คนมีระเบียบวินัยจึงเป็นคนที่มีคุณสมบัติในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช่แต่เท่านั้น ระเบียบวินัยยังเป็นเครื่องหนุนให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องสุจริต และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย ทางพระจึงสอนว่า วินัยที่ศึกษาและปฏิบัติดีแล้วเป็นมงคลยิ่งของชีวิต


#ธรรมะก่อนนอน! เรื่อง วิธีมองคน

ธรรมะก่อนนอน ตอน วิธีมองคน
     $ธรรมะก่อนนอน ประจำวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ เรื่อง วิธีมองคน >>> ถ้าพิจารณาตำรายาแผนโบราณของไทย จะเห็นได้ว่าต้นไม้ทุกชนิด หากนำมาศึกษาวิจัยอย่างดีแล้ว จะมีสรรพคุณนำมาเป็นตัวยาได้ โดยแต่ละชนิดต่างก็มีสรรพคุณแตกต่างกันไป กล่าวคือ บางต้นสรรพคุณอยู่ที่เปลือก บางต้นสรรพคุณอยู่ที่ใบ บางต้นสรรพคุณอยู่ที่แก่น บางต้นสรรพคุณอยู่ที่ราก บางต้นสรรพคุณอยู่ที่เมล็ด บางต้นมีสรรพคุณทั้งห้า คือทุกส่วนของต้นไม้นั้นล้วนมีสรรพคุณเป็นยาทั้งสิ้น เป็นต้น เมื่อนำจุดดีของไม้แต่ละชนิดมาปรุงรวมกันเข้า ก็จะได้ยาที่มีสรรพคุณรักษาโรคร้ายต่างๆ ให้หายได้ แต่การค้นหาจุดดีที่เป็นตัวยาทุกส่วนในต้นเดียวกัน นั้น ย่อมเป็นการยาก
     คนเราก็เช่นกัน เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบ จะเห็นว่าแต่ละคน ล้วนมีดีอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น เพียงแต่จุดดีของเขา แตกต่างกันไป กล่าวคือ บางคนมีการศึกษาดี บางคนพูดดี บางคนทำงานดี บางคนมีความซื่อสัตย์ หรือบางคน มีความกล้าหาญ เป็นต้น แต่การที่จะหา ความดีทุกอย่าง จากคนๆ เดียว ย่อมเป็นเรื่องยาก การตระหนักถึงข้อเท็จจริงได้ เช่นนี้ จะช่วยทำให้การดำเนินชีวิตในสังคม เป็นไปอย่างถูกต้อง เพราะจะทำให้ เกิดผลดี ๓ ประการคือ
     ๑. ในฐานะผู้ปกครอง หรือผู้บริหาร จะทำให้สามารถดูคนออกและใช้คนเป็น คือ ใช้ให้เหมาะสมกับงาน แต่ละประเภท ดุจแพทย์ผู้ชำนาญ สามารถใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดต่างๆ ได้ครบถ้วน
     ๒. จะเป็นเหตุให้เกิดเมตตา และให้อภัยเมื่อผู้อื่นทำผิดพลาด คือ เลิกล้มความคิดให้ผู้อื่นเป็นไปตามความต้องการของตน
     ๓. เป็นเหตุให้มีสติย้อนระลึกถึงตนเองว่า มีฐานะเช่นเดียวกับผู้อื่น คือมีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี และคิดปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นได้ตามลำดับ
 การ "มองผู้อื่นในแง่ดี" มากเกินไป อาจเป็นความประมาท และเกิดความเสียหายได้ แต่การ "มองแง่ดีของผู้อื่น" นั้น มีประโยชน์อย่างเดียว เพราะจะทำให้เข้าใจ เพื่อนมนุษย์ได้ถูกต้องขึ้น และสามารถหยิบ "แง่ดี" ของผู้อื่นมาใช้ให้เกิด ประโยชน์แก่ตนได้ ดังคำภาษิตของท่าน พุทธทาส ภิกขุที่กล่าวไว้ว่า
จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว
อย่าไปเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง

ธรรมะก่อนนอน ตอน เรื่องของลุงบุญ

ธรรมะก่อนนอน เรื่องของลุงบุญ

ธรรมะก่อนนอน ตอน เรื่องของลุงบุญ
       กาลครั้งหนึ่ง ลุงบุญอุ้มลูกชายวัย ๔ ขวบ ขึ้นรถยนต์โดยสารปรับอากาศเพื่อเดินทางไปทำธุระ ณ ที่แห่งหนึ่ง เมื่อขึ้นไปแล้วได้สังเกตเห็นเบาะว่างอยู่ที่หนึ่งจึงพาลูกไปนั่ง ขณะนั่งลงได้เบียดถูกชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่เบาะติดกัน ลุงบุญรีบกล่าวคำขอโทษ พอสิ้นเสียงคำขอโทษ ชายคนนั้นต่อยที่ต้นแขนของลุงบุญพร้อมพูดว่า "นี่น่ะขอโทษ" ลุงบุญทั้งเจ็บและโกรธ พยายามเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความเมตตากรุณา คิดว่า "ชายคนนี้คงจะโกรธใครมา หรือมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ก่อน พอถูกเราเบียดจึงระบายความโกรธใส่เรา เขาได้ต่อยเราแล้วคงจะสบายใจขึ้น" พอลุงบุญนึกมาถึงตรงนี้ ความโกรธและความเจ็บค่อย ๆ จางหายไป เกิดความสบายใจขึ้นแทนที่ ลุงบุญโดยสารรถคันนั้นไปถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น ลุงบุญใช้วิธีคิดอันมีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน ทำให้สามารถเอาชนะความโกรธและเกิดความสบายใจขึ้นมาแทนที่ สมจริงดังพระพุทธพจน์ว่า "โกธัง ฆัตวา สุขัง เสติ แปลว่า ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข"
        วิธีคิด คือ การทำงานของจิตอย่างหนึ่ง ทั้งนี้สุดแต่ใครจะกำหนดกรอบความคิดของตนไปทางใด กล่าวคือ เมื่อบุคคลประสบกับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเขาใช้วิธีคิดที่มีโทสะเป็นพื้นฐาน เหตุการณ์นั้น ๆ ก็จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โต นำโทษทุกข์มาให้ แต่ถ้าเขาใช้วิธีคิดอันมีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน เหตุการณ์นั้น ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย สงบเย็น เกิดประโยชน์สุขขึ้นมาแทนที่

"ธรรมะก่อนนอน" ตอน วันเกิด

"ธรรมะก่อนนอน" เรื่อง วันเกิด
"ธรรมะก่อนนอน" ตอน วันเกิด &&& เมื่อถึงวันเกิด จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่หาโอกาสทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล เช่น ตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา หรือบริจาคทรัพย์เป็นสาธารณกุศล เป็นต้น วันเกิดจึงจัดเป็นวันที่มีประโยชน์วันหนึ่ง เพราะได้กระทำสิ่งที่เป็นสาระแก่ตัวเองและคนอื่น ๆ แม้จะเป็นเพียงปีละครั้งก็ตาม

        ในทัศนะทางศาสนาวันเกิดมีอยู่ ๒ ลักษณะ คือวันเกิดรูปกายและวันเกิดธรรมกาย วันเกิดรูปกาย ก็คือวันที่เราเกิดจากท้องแม่นั่นเอง ซึ่งทุกคนต้องผ่านการเกิดลักษณะนี้เหมือนกันหมด ส่วนวันเกิดธรรมกายก็คือวันที่คุณงามความดีทั้งหลายเกิดขึ้นในใจของเรา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเรามีรูปกายแล้ว เช่น เกิดความรู้สึกละอายชั่วกลัวบาป เกิดเมตตากรุณาต่อกัน เป็นต้น จนสูงสุดคือการเกิดมรรคผลนิพพานที่ทำให้สิ้นกิเลสสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง การเกิดทั้ง ๒ ลักษณะนี้ ถือว่าเกิดได้ยาก เพราะการที่รูปกายจะอุบัติแต่ละครั้งนั้น มีสัตว์ทั้งหลายแย่งกันเกิดจำนวนมาก แต่ก็เกิดได้เพียงชีวิตเดียว นอกจากนั้นในวันเกิดก็เป็นวันที่แม่และลูกต้องเสี่ยงอันตรายไม่ต่างอะไรกับทหารที่เข้าสู่สนามรบ แม้เมื่อเกิดมาแล้วการที่จะดำรงชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยจนสิ้นอายุขัยจริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ยาก การเกิดของรูปกายจึงต้องมีบุญเก่าหนุนเนื่องพอสมควรจึงจะเกิดและดำรงอยู่ได้ตลอด ส่วนการเกิดขึ้นของธรรมกายโดยเฉพาะมรรคผลนิพพานนั้น ที่ว่ายาก เพราะนอกจากต้องอาศัยบุญเก่าอย่างมากหนุนเนื่องแล้ว ยังต้องอาศัยความเพียรพยายามในการปฏิบัติอีกด้วย จึงจะสร้างให้เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อสร้างให้เกิดขึ้นได้แล้ว ชีวิตก็มีคุณค่ามหาศาล สามารถทำประโยชน์ได้มากทั้งแก่ตนเองและสังคมส่วนรวม

       วันเกิดนอกจากเป็นวันที่ต้องทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว ควรเป็นวันที่ระลึกถึงชีวิตที่ได้มายากแสนยากอีกด้วย และควรถือโอกาสทบทวนคุณงามความดีว่าได้เกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใด หากปฏิบัติได้เช่นนี้วันเกิดจะเป็นวันที่มีคุณค่าแก่ชีวิตอย่างสูงสุดทีเดียว /// "ธรรมะก่อนนอน" ตอน วันเกิด


"ธรรมะก่อนนอน" เรื่อง โลกยามเช้า

"ธรรมะก่อนนอน" ตอน โลกยามเช้า

"ธรรมะก่อนนอน" เรื่อง โลกยามเช้า ธรรมะก่อนนอน ประจำวันพุธที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙ นำเสนอเรื่อง โลกยามเช้า ...  โลกในเวลารุ่งอรุณ ไม่ว่าจะมองไปทางทิศใดก็สามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน ไม่ต้องคาดคะเน หรือมองเห็นผิดพลาดเหมือนเวลากลางคืน อีกทั้งอากาศก็เย็นสบายให้ความสดชื่นแก่ทุกชีวิต ครั้นพอตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ความงดงามบนผืนโลกที่เรามองเห็นและชื่นชมอยู่ในยามเช้าก็ถูกปกคลุมด้วยความมืดแห่งราตรีกาล แม้จะมีแสงจันทร์หรือดวงดาวช่วยส่องให้สว่างอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้เห็นได้เพียงเลือนลาง ไม่ชัดเจนเท่าแสงอาทิตย์
        ภายในจิตใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน เวลาใดมีความปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่เศร้าหมองขุ่นมัว ก็เหมือนโลกในยามเช้าที่มีแสงสว่าง มีบรรยากาศที่สดชื่น คนที่มีอารมณ์เหมือนโลกยามเช้าเช่นนี้ แม้เขาจะอยู่ในกระท่อมซอมซ่อหรืออยู่ในสภาพที่สวมใส่เสื้อผ้าที่เก่าขาดวิ่น ก็มีความเบิกบานใจ ใจที่เบิกบานแจ่มใสนี้มีสภาพเป็นกุศล เป็นทางแห่งปัญญาและเอื้อต่อการรู้จักผิดชอบชั่วดี มีความรังเกียจละอายต่อการทำความชั่วทุกชนิด แต่ถ้าคราใดจิตใจถูกปกคลุมมืดมิดไปด้วยอำนาจของกิเลส มีโลภะ เป็นต้น ก็จะเป็นจิตใจที่ขาดพลัง ทำให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้เลือนลางหรือเห็นผิดไปจากความเป็นจริง เช่น เห็นสิ่งสกปรกเป็นสะอาด เห็นบาปเป็นบุญ เห็นคุณเป็นโทษ เห็นผิดเป็นถูกไปได้
         ดังนั้น จึงควรสำรวจตัวเองอยู่ทุกขณะแล้วพยายามปรับจิตใจให้เป็นเหมือนโลกยามเช้าเพื่อชีวิตจะได้พบแต่สิ่งที่ดีงามในทุก ๆ วัน

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง เลือกกินเลือกใช้

ธรรมะก่อนนอน ตอน เลือกกินเลือกใช้

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง เลือกกินเลือกใช้
      ในอดีต สิ่งอุปโภคบริโภคที่กระตุ้นจิตใจให้เกิดความต้องการมีน้อย มนุษย์จึงไม่ประสบปัญหาเรื่องการจับจ่ายใช้สอยกันมากนัก แต่ปัจจุบัน สิ่งอุปโภคบริโภคที่กระตุ้นความต้องการมีมากขึ้น ปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าพิจารณาจริง ๆ สิ่งอุปโภคบริโภคดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งเร้าเท่านั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการใช้จ่ายอย่างเกินความจำเป็นมี ๓ ประการ คือ
       ๑. สาเหตุจากความต้องการของคน ขึ้นชื่อว่าคนนั้นมักมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น เมื่อตอนมีรายได้น้อยจะซื้อหาอาหารที่ไหนรับประทานก็ได้ขอให้ท้องอิ่มก็พอ เรียกว่าอยู่ง่ายกินง่าย ต่อมามีรายได้เพิ่มขึ้นก็ไม่อยากรับประทานอาหารแบบเดิมอีกต่อไป ต้องเปลี่ยนเป็นอาหารตามร้านหรูหรามีราคาแพงขึ้น ทั้ง ๆ ที่ร้านเดิม ก็อิ่มพอกัน มีคุณค่าทางอาหารพอกัน
       ๒. สาเหตุจากการเข้าใจโลกหรือมองโลกที่ไม่เหมาะสม คือเข้าใจว่า แบบแผนการดำรงชีวิตที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ที่มีลักษณะกระตุ้นเร้าให้เกิดการบริโภคและใช้จ่ายมากขึ้นนั้น เป็นแบบแผนที่ถูกต้อง ควรถือเป็นวิธีดำเนินชีวิตของคนปกติทั่วไป จึงพยายามที่จะดำเนินชีวิตตามแบบแผนนั้น ในที่สุดก็ต้องใช้เงินเกินกว่ารายได้ที่มี
       ๓. สาเหตุจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม การที่คนเรามีการสื่อสารกับคนในสังคมและต้องการเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มคนในสังคม ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการใช้ชีวิตและการบริโภคอย่างสิ้นเปลืองได้ เช่น เห็นว่าถ้าใครใช้สินค้าตราอักษรอย่างนั้น หรือไปในสถานที่แห่งนั้นแล้วเป็นคนมีระดับ มีหน้ามีตา ก็ต้องพยายามทำอย่างนั้นบ้าง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่แม้จะรู้ว่าต้องใช้จ่ายสูงและสิ้นเปลือง แต่ก็ยับยั้ง ชั่งใจไม่ได้
       ถ้ารู้เท่าทันสาเหตุของปัญหาแล้วรู้จักทำตัวเองเสียใหม่ โดยใช้ปัญญาและเหตุผลเป็นฐาน ก็จะทำให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถที่จะเลือกกินเลือกใช้ตามเหตุผลและความถูกต้องด้วยตนเอง ไม่กินใช้ไปตามแรงดึงดูดของสิ่งล่อ เมื่อนั้นแหละ ปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
**ธรรมะก่อนนอน

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง ลักษณะคนดีและคนไม่ดี

ธรรมะก่อนนอน ตอน ลักษณะคนดีและคนไม่ดี

ธรรมะก่อนนอน เรื่อง ลักษณะคนดีและคนไม่ดี @#@ คนดีกับคนไม่ดีนั้น ถ้าดูจากภาพลักษณ์ภายนอก เช่น รูปร่างหน้าตา การแต่งเนื้อแต่งตัว วุฒิการศึกษา ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่แล้ว ก็อาจแยกไม่ออก เพราะคนดีบางคนอาจมีภาพลักษณ์ภายนอกที่ด้อยกว่าคนไม่ดีก็ได้ ขณะที่คนไม่ดีถึงขั้นเป็นภัยต่อสังคม แต่ภาพลักษณ์ภายนอกกลับดูดีกว่าคนอื่นๆ ก็มี ภาพลักษณ์ภายนอก จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดความดีหรือไม่ดีของคน ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ ข้อที่ ๗๓ พระพุทธเจ้าได้ตรัสลักษณะของคนดี และคนไม่ดีไว้อีกแง่มุมหนึ่ง ดังนี้
        ๑. คนดี แม้ไม่มีใครถามก็พูดถึงความดีของผู้อื่นได้ ส่วนคนไม่ดี แม้เขาจะถามก็ไม่ยอมพูดถึงความดีของผู้อื่นเลย
        ๒. คนดี แม้จะถูกใครถามก็ไม่พูดถึงความเสียหายของคนอื่น ส่วนคนไม่ดี แม้เขาไม่ถาม ก็ชอบพูดถึงแต่เรื่องเสียหายของชาวบ้าน
        ๓. คนดี แม้ไม่มีใครถามก็พูดถึงความเสียหายของตนเองได้ ส่วนคนไม่ดี แม้จะถูกถามอย่างไรก็ไม่ยอมปริปากถึงความเสียหายของตนเลย
        ๔. คนดี แม้ใคร ๆ จะถามก็ไม่พูดถึงความดีของตนง่าย ๆ ส่วนคนไม่ดี ถึงไม่มีใครถามเลยก็พูดถึงแต่เรื่องความดีของตนเอง
        พระพุทธพจน์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าความดีหรือไม่ดีของคนนั้นอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติตนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะเป็นสิ่งที่จำเป็นระดับหนึ่ง แต่ต้องควบคู่ไปกับลักษณะคนดีที่มีอยู่ข้างใน จึงจะดีครบด้าน พระพุทธพจน์นี้จึงเป็นคำสอนที่ฟังง่าย ๆ แต่ให้คุณค่าสูง ถ้านำมาเป็นบรรทัดฐานตรวจสอบตัวเองแล้วปรับปรุงการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้ ทั้งชีวิตส่วนตัวและสังคมก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมิใช่น้อยทีเดียว


ธรรมะก่อนนอน ตอน ลักษณะคนดี

ธรรมะก่อนนอน 5

ธรรมะก่อนนอน ตอน ลักษณะคนดี ^_^ การเลือกคนดีเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง เพราะความคิดจิตใจของคนเป็นเรื่องยากจะหยั่งถึงได้ ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนีจึงแสดงลักษณะสำคัญของคนดีที่พอจะมองเห็นไว้ ๕ ประการ คือ
       ๑. นานะยัง นะยะตี ไม่ชักนำในสิ่งที่ไม่ดี เช่น ชักนำให้เสพของมึนเมา เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการทำงาน เป็นต้น
       ๒. อธุรายัง นะ ยุญชะติ ไม่ทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ คือรู้จักเคารพในฐานะและหน้าที่ของผู้อื่น ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง หรือสร้างความวุ่นวาย แต่มุ่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
       ๓. สุนะโย เสยยะโส โหติ เป็นผู้นำในทางที่ดี เช่น นำให้เว้นจากอบายมุข มีเมตตากรุณา ซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน แม้การทำดีบางครั้งจะต้องพบอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ สามารถยืนหยัดบนความถูกต้องได้อย่างมั่นคง
       ๔. สัมมา วุตโต นะ กุปปะติ ไม่โกรธเมื่อถูกชี้แนะ เพราะมุ่งต่อความดีเป็นสำคัญ เมื่อมีใครแนะนำทักท้วงในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ก็จะยินดี รู้สึกเหมือนผู้นั้นมาบอกขุมทรัพย์ให้
       ๕. วินะยัง ปะชานาติ ชอบระเบียบวินัย เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม แม้มีโอกาสก็ไม่ใช้อภิสิทธิ์ เพราะเห็นกฎหมายว่าเป็นทั้งเครื่องคุ้มครองและเป็นเครื่องจัดสรรความเท่าเทียมกันของมนุษย์ การทำลายกฎหมายก็คือการทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเพื่อนมนุษย์อ่อนแอหรือเกิดปัญหาก็ยากที่จะมีความสุขอยู่ได้ตามลำพัง
       ถ้าเลือกคนให้มากวาดถนน รดน้ำต้นไม้ ก็เป็นเรื่องง่ายเพราะถึงจะได้คนไม่ดีแต่ความเสียหายก็คงไม่มาก แต่ถ้าเลือกมาเป็นเพื่อน เป็นคู่ชีวิต หรือมาทำงานใหญ่ให้ประเทศชาติ ควรจะพิจารณาให้มาก เพราะถ้าเลือกผิดก็จะผิดหวัง กลัดกลุ้ม และหงุดหงิดไปนาน เข้าทำนองว่า "ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย" นั่นแล


ธรรมะก่อนนอน ตอน แรงอธิษฐาน

ธรรมะก่อนนอน ตอน แรงอธิษฐาน

ธรรมะก่อนนอน ตอน แรงอธิษฐาน !!! อธิษฐานมิใช่การขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยบันดาลให้สมปรารถนาตามที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่หมายถึง ความตั้งใจมั่นที่จะทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเคร่งครัด จริงจัง เช่น การอธิษฐานของพระภิกษุสงฆ์ที่จะอยู่จำพรรษาในอาวาสนั้น ๆ เป็นเวลา ๓ เดือน นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นต้นไป ซึ่งทำให้เกิดประเพณีที่ชาวพุทธส่วนใหญ่พากันตื่นตัวตั้งใจประกอบคุณงามความดี ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเหมือนพระสงฆ์เช่นกัน ความดีที่ควรอธิษฐานตั้งมั่นไว้ในใจในโอกาสเข้าพรรษานี้ แม้จะมีหลายประการ แต่สรุปได้เป็นหมวดหมู่ดังนี้
        ๑. ปิดกั้นอกุศลมูล คือ ตั้งใจที่จะงดเว้นจากการทำชั่วทุกชนิด รวมถึงงดเว้นสิ่งเสพติดหรืออบายมุขต่างๆ
        ๒. เพิ่มพูนบุญกุศล คือ ตั้งใจทำความดีทุกอย่าง ไม่เบื่อหน่ายในการสร้างกุศล แม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
        ๓. ทำจิตของตนให้ผ่องใส คือ รู้จักปล่อยวางความคิดฝ่ายต่ำ สละอารมณ์ที่ขุ่นมัวเศร้าหมองให้พ้นไป ไม่หมกมุ่นอยู่กับความคิดที่เป็นอกุศล 
        ในโลกนี้ มากไปด้วยคนที่มีความรู้ แต่หากขาดเสียซึ่งการอธิษฐาน ซึ่งหมายถึง ขาดความตั้งใจจริง ที่จะยึดมั่นในการทำความดี มีผลให้ความรู้นั้นก็เลยให้ประโยชน์น้อย เพราะความรู้ทุกอย่างเป็นเพียงเครื่องมือที่รอการนำไปปฏิบัติ และหัวใจสำคัญของการปฏิบัติ ก็คือความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว หากมีสิ่งนี้อยู่ในใจ ไม่ว่าจะปรารถนาความดีงามของชีวิต หรือต้องการสิ่งพึงประสงค์อื่นใด ก็ย่อมจะพบความสำเร็จได้ด้วยแรงอธิษฐานเป็นแน่แท้

ธรรมะก่อนนอน ตอน เรื่องธรรมดา

ธรรมะก่อนนอน

ธรรมะก่อนนอน ประจำวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙ นำเสนอในตอนที่มีชื่อว่า เรื่องธรรมดา สำหรับ เรื่องธรรมดานั้น หมายถึง เรื่องที่ไม่แปลกประหลาด ไม่น่าอัศจรรย์ คนทั่วไปมักให้ความสำคัญน้อยกว่าเรื่องผิดธรรมดาที่เป็นปรากฏการณ์พิเศษ บางครั้งอาจถึงขั้นมองข้าม ไม่อยากสนใจให้เสียเวลา แต่ในชีวิตของคนเรานี้มีเรื่องธรรมดาอยู่ ๕ เรื่องที่จะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด กล่าวคือ
        ๑. ชราธัมมตา ต้องแก่เป็นธรรมดา
        ๒. พยาธิธัมมตา ต้องเจ็บไข้เป็นธรรมดา
        ๓. มรณธัมมตา ต้องตายเป็นธรรมดา
        ๔. ปิยวินาภาวตา ต้องพลัดพรากจากของรักเป็นธรรมดา
        ๕. กัมมัสสกตา ต้องรับผลกรรมเป็นธรรมดา
        ทั้ง ๕ หัวข้อนี้ ในทางธรรมสอนว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเอาใจใส่ ต้องพิจารณาอยู่อย่างเนือง ๆ ให้เข้าใจและยอมรับอย่างถ่องแท้ เพราะจะทำให้เข้าใจชีวิตได้ถูกต้องและมีความพร้อมทั้ง ๒ ระดับ คือพร้อมที่จะรับ ซึ่งหมายถึง เมื่อความแก่ ความเจ็บ เป็นต้น มาถึง ก็จะมีสติ ไม่ตื่นตระหนก หรือเป็นทุกข์เกินกว่าเหตุ กับพร้อมที่จะเริ่ม คือเมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่หนีไม่พ้น จะได้เริ่มตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท แล้วเร่งสร้างคุณค่าและสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง

        ลองคิดล่วงหน้าดูก่อนก็ได้ว่า ถ้าต้องประสบกับปรากฏการณ์ ๕ ข้อนี้ จะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเดือดร้อนวุ่นวายจนไม่สงบทุเลา หรือท้อแท้ซบเซาจนสิ้นสุข ก็แสดงว่าท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ยังปฏิบัติผิดแม้ต่อเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องธรรมดา ๆ

ธรรมะก่อนนอน ตอน รู้ว่าไม่รู้

ธรรมะก่อนนอน 1

ธรรมะก่อนนอน ตอน รู้ว่าไม่รู้ ฿฿฿ ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในชีวิต ควบคู่กับความสามารถ และความประพฤติที่ดี และยิ่งถ้าเป็นความรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้ด้วยแล้ว ก็จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญแห่งความรู้ ความสามารถ และความประพฤติที่ดีทั้งปวง
ครั้งพุทธกาลมีโจร ๒ คน นัดแนะกันไปลักทรัพย์ของชาวบ้านที่ไปทำบุญในวัด เมื่อไปถึง โจรคนหนึ่ง ระหว่างที่รอจังหวะลงมือนั้นก็นั่งฟังเทศน์ไปด้วย ทำให้เกิดความสำนึกในบาปบุญคุณโทษ เปลี่ยนใจไม่ทำชั่วอีกต่อไป ส่วนอีกคนหนึ่งไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พอได้จังหวะที่คนอื่นเผลอก็ล้วงกระเป๋าเอาทรัพย์ไปได้ เมื่อกลับไปถึงที่พักก็พูดถากถางโจรที่กลับใจว่า “ที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาก็เพราะโง่เกินไป” โจรกลับใจคิดว่า “เพื่อนคนนี้ สำคัญว่าตนเป็นคนฉลาด เพราะความเขลาโดยแท้” วันต่อมา เขาได้มีโอกาสทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า “บุคคลใดโง่ แล้วรู้สึกว่าตนเป็นคนโง่ บุคคลนั้นแหละ เป็นคนฉลาดเพราะความรู้ชนิดนั้น ส่วนบุคคลใดโง่ แต่สำคัญตนว่าฉลาด บุคคลนั้น เป็นคนโง่จริง ๆ”
       โดยปกติ ไม่มีใครที่จะรู้ทุกเรื่อง ถ้าไม่รู้แล้วรู้ตัวว่าไม่รู้ ความไม่รู้นั้น ก็ไม่ถึงกับเสียประโยชน์เสียทีเดียว เพราะยังเป็นช่องทางที่จะให้เกิดความรู้จริง ๆ ขึ้นมาได้ แต่ถ้าไม่รู้แล้วคิดว่ารู้ ความรู้จริง ๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ความสามารถและความประพฤติก็พลอยด้อยไปด้วย รู้ว่าไม่รู้ จึงเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของคนฉลาดทั้งหลาย

ต้องการอ่านธรรมะก่อนนอนเรื่องอื่นๆ เชิญที่ "ธรรมะก่อนนอน"

ธรรมะสอนใจ ตอน มองทางบวก

ธรรมะสอนใจ ตอน มองทางบวก

ธรรมะสอนใจ ตอน มองทางบวก ... เมื่อเข้าสู่หน้าร้อนจะสังเกตเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น อากาศก็ร้อนอบอ้าวขึ้น ใบไม้มักจะเหี่ยวเฉาและร่วงหล่นสู่พื้นดิน แม้จิตใจของคนก็ดูเหมือนจะหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้นและทำงานได้น้อย โรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น รวมถึงอัคคีภัยก็มักเกิดขึ้นในหน้าร้อนนี้เช่นกัน เรียกว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล
        ขึ้นชื่อว่าปัญหา ท่านสอนให้มองในลักษณะเป็นคู่ปรับกัน เช่น มีร้อนก็มีเย็นเป็นเครื่องแก้ มีมืดก็มีสว่างแก้ เป็นต้น การมองในลักษณะนี้ ทำให้ผู้มองเกิดสติปัญญา เกิดกำลังใจที่จะข้ามปัญหานั้นไปให้จงได้ และปัญหาใดที่แก้ไขด้วยสติปัญญาแล้ว ปัญหานั้นมักจะสงบระงับอย่างถาวรเสมอ แต่หากใครมองเป็นอย่างอื่นจากนี้ เช่น มองว่าเป็นความโชคร้าย เป็นความอาภัพของชีวิต เป็นต้นแล้ว โอกาสที่จะออกจากปัญหาก็จะไม่มีทางเริ่มขึ้นได้ ยิ่งกว่านั้นอาจกลายเป็นคนที่จำนนต่อปัญหาไปเลยก็มี การมองในลักษณะคู่ปรับนี้ จึงเป็นการมองในทางบวกนั่นเอง เป็นวิธีที่ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งท่าน ว. วชิรเมธี แนะนำไว้ เช่น เมื่อเวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ เวลาเจอปัญหาซับซ้อนให้บอกตัวเองว่านี่คือโอกาสหรือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ เป็นต้น

ธรรมะสอนใจ ตอน ภาพลวงตา

นิทานก่อนนอน ตอน ภาพลวงตา

ธรรมะสอนใจ ตอน ภาพลวงตา
      คนที่ไม่อยากเข้าวัด รับศีล หรือฟังเทศน์ เป็นต้น ย่อมมีเหตุผลต่าง ๆ กัน เหตุผลประการหนึ่งก็คือ คิดว่าเป็นเรื่องโบราณ ไม่ทันสมัย ไม่เหมาะแก่ตัวเอง แต่ก็น่าเชื่อได้ว่า ความคิดชนิดนี้ก็น่าจะมีมานานนักหนาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาคิดได้กันในบัดนี้ คือคนโบราณเมื่อร้อยปีพันปีก่อนก็ต้องมีส่วนหนึ่งที่คิดอย่างนี้เช่นกัน จึงน่าสงสัยว่า เหตุใดความคิดนี้จึงไม่เป็นความคิดที่ตกยุค ล้าสมัยสำหรับผู้นั้นไปด้วย

       ความจริงในเรื่องนี้ก็คือว่า หลักศีลธรรมมีแต่ทำให้คนทันสมัย เช่น "ความสำรวม" ซึ่งเป็นหัวข้อที่ฟังชื่อแล้วน่าจะคร่ำครึสุด ๆ แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นว่า ในสังคมของคนที่เจริญแล้ว เขาจะต้องสำรวมระวังคำพูด การกระทำ และกิริยามารยาทต่าง ๆ อยู่เสมอ ยิ่งเป็นสังคมชั้นสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเคร่งครัดเท่านั้น และถ้าเป็นการสำรวมใจด้วยแล้วยิ่งสำคัญมาก เพราะคนที่เจริญแล้ว ต้องรู้จักสำรวม ควบคุมใจ ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ หรือสัญชาตญาณของตนเอง เพราะนั่นเป็นลักษณะดั้งเดิมของมนุษย์ที่ยังไม่มีการศึกษา ยังไม่ได้พัฒนา จึงซื่อสัตย์ต่ออารมณ์และความต้องการของตนถ่ายเดียว คนที่ขาดการสำรวมระวังตน จึงถือว่าเป็นคนทันสมัยไม่ได้แน่ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ไหน ๆ

ธรรมะสอนใจ ตอน ภัย ๓ อย่าง


#ธรรมะสอนใจ ตอน ภัย ๓ อย่าง ...  มีคำที่ผู้หลักผู้ใหญ่สอนกันแต่โบราณว่า คนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หรือที่กำลังตั้งหลักฐานนั้น ถ้าหวังความสำเร็จอย่างแท้จริง นอกจากจะต้องมีความขยันหมั่นเพียร หนักเอาเบาสู้แล้ว จะต้องระวังภัย ๓ อย่าง คือ ภัยจากไฟไหม้ ภัยจากน้ำท่วม และ ภัยจากผีหลอก
        ความจริง คำสอนนี้เป็นเพียงปริศนา มิได้มุ่งให้ระวังไฟ ระวังน้ำ หรือระวังผีอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป แต่ในที่นี้ ไฟหมายถึงบุหรี่ น้ำหมายถึงสุรา ผีหมายถึงการพนัน ท่านให้ระวังไฟไหม้ก็คือระวังโทษจากบุหรี่ ระวังน้ำท่วมก็คือระวังโทษจากสุรา และระวังผีหลอกก็คือระวังโทษจากการพนัน เพราะทั้ง ๓ อย่างนี้ซ่อนทุกข์โทษไว้นานัปการ เช่น เป็นเหตุให้เสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ภัยบางอย่างแม้จะดูว่าเสียทรัพย์ไม่มาก แต่ถ้าต้องเสียทุก ๆ วัน เงินทองที่หาได้ก็หมดไปโดยไม่จำเป็นทุกวันเช่นกัน เหมือนน้ำที่ซึมออกจากโอ่งรั่ว ถึงจะดูไม่มาก แต่ถ้าไหลซึมอยู่ตลอดไม่หยุด ไม่นานน้ำก็เกลี้ยงโอ่งได้ สำหรับภัยบางอย่างถึงแม้จะทำให้ได้ทรัพย์มาบ้างในเบื้องต้น แต่ก็มักจะลงท้ายด้วยการหมดเนื้อหมดตัวในที่สุด ที่สำคัญนอกจากเสียทรัพย์แล้ว ยังเป็นเหตุให้สุขภาพทรุดโทรม จิตใจก็ถูกครอบงำด้วยสิ่งที่เลวร้าย ครอบครัวก็อาจมีปัญหาเรื่องแตกแยกหรือขาดความอบอุ่น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget