แนะนำ! บทความธรรมะอ่านมากที่สุดตอนนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานคุณธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานคุณธรรม แสดงบทความทั้งหมด

นิทานคุณธรรม เรื่อง กระจกใจ

นิทานคุณธรรม เรื่อง กระจกใจ
   มีเรื่องเล่าว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในตัวเมือง ทุกๆ เช้า ผู้เป็นภรรยาจะแอบดูเพื่อนบ้าน ผ่านกระจกหน้าต่างชั้นบน และคอยรายงานให้สามีฟังเสมอๆ ว่า เพื่อนบ้านคนนี้ คนนั้น ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน ไม่รู้ว่าใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือใช้วิธีซักอย่างไร ฝ่ายสามีก็มักจะกล่าวแก่ภรรยาเสมอๆ ว่า อย่าไปสนใจคนอื่นเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน แต่ภรรยาก็ยังคอยแอบดูเพื่อนบ้านผ่านกระจกหน้าต่างชั้นบนอยู่ทุกเช้า และคอยรายงานให้สามีฟังทุกครั้งเช่นเคย
   ต่อมา วันหนึ่ง ภรรยาได้วิ่งลงมารายงานสามีด้วยท่าทางประหลาดใจว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ เสื้อผ้าของเพื่อนบ้านขาวสะอาดผิดปกติ อยากจะรู้เหลือเกินว่า เขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือทำอย่างไร ฝ่ายสามีหัวเราะแล้วกล่าวว่า เมื่อเช้าฉันตื่นแต่เช้ามืดและไปเช็ดกระจกหน้าต่างชั้นบนจนใสสะอาด ก่อนหน้านี้กระจกมันสกปรก เมื่อเธอมองออกไปภายนอกก็เลยพลอยเห็นแต่ความสกปรกไปด้วย...



   ในแง่คิดทางธรรม คนเราจะมองคนอื่นผ่านกระจก คือ จิตใจตนเอง ถ้าจิตใจของเราใสสะอาด เราก็จะเห็นแต่ความดีความงามของคนอื่น และมองเห็นสิ่งรอบๆ ตัวดีงามไปด้วย แต่ถ้าจิตใจของเราขุ่นมัว เราก็จะเห็นแต่ความไม่ดีไม่งามของคนอื่น และมองเห็นสิ่งรอบๆ ตัวไม่ดีไม่งามไปด้วย การที่เราได้เห็นความดีหรือความไม่ดีรอบๆ ตัวเรา แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราเห็นมันเกิดขึ้นในจิตใจของเรานี่เอง ดังนั้น เราจะต้องพยายามฝึกจิตใจ ทำใจให้ใสสะอาด ปราศจากกิเลสให้มากที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้จิตใจขุ่นมัว จะส่งผลให้เราคิดชั่ว ใช้อารมณ์ มองเห็นแต่สิ่งที่ไม่ดีไม่งามอยู่ตลอดเวลา และ เป็นทุกข์ติดตามมา แต่ถ้าฝึกจิต ทำใจให้สะอาด จะส่งผลให้เราคิดดี ใช้ปัญญา มองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี และมีความสุขในที่สุด


นิทานคุณธรรม เรื่อง ความลับไม่มีในโลก


นิทานคุณธรรม เรื่อง ความลับไม่มีในโลก
   มีเรื่องเล่าไว้ในชาดกว่า อาจารย์ท่านหนึ่งต้องการจะยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกศิษย์ผู้มีคุณธรรม จึงออกอุบายว่า ให้ศิษย์แต่ละคนไปขโมยของจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมาให้ได้มากที่สุด ลูกศิษย์แต่ละคนต่างก็ไปขโมยของมาให้อาจารย์ตามที่จะขโมยได้ บางคนขโมยของมีราคามาก บางคนขโมยของมีราคาปานกลาง และบางคนขโมยของมีราคาน้อย แต่มีศิษย์คนหนึ่งกลับมามือเปล่า เมืออาจารย์สอบถาม ก็ได้รับคำตอบจากเขาว่า เหตุที่เขาไม่กล้าขโมยของ เพราะเขาเชื่อว่า ความลับในการทำชั่วไม่มีในโลก ไม่ว่าในบ้านหรือในป่า แม้ผู้อื่นจะไม่เห็น แต่ตัวเองก็ยังมองเห็น และตัวเองนั่นแหล่ะย่อมรู้ว่า ทำดีหรือชั่ว อาจารย์ได้เห็นความมีคุณธรรมของศิษย์ผู้นั้นแล้ว จึงยกลูกสาวให้ ทั้งยังยกย่องเขาให้เป็นแบบอย่างของการเป็นคนดีมีคุณธรรมแก่ศิษย์อื่นๆ อีกด้วย


จากเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนทำความชั่วในที่ลับด้วยคิดว่าไม่มีใครรู้ โดยเฉพาะความชั่วร้าย เช่น ฆาตรกรรม หรือการปล้นจี้ เป็นต้น ในที่สุดความชั่วนั้นก็จะเปิดเผยออกมาจนได้ คนที่ทุจริตคิดไม่ซือตรงนั้น แม้เบื้องต้นจะไม่มีใครพบเห็น หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เพราะคนที่ทำความชั่วทุกคน ย่อมจะพยายามทำอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเป็นที่สุด แต่สุดท้ายความลับในการทำความชั่วก็ถูกเปิดเผยออกมาจนได้ ไม่เร็วก็ช้า จากนิทานคุณธรรม เรื่อง ความลับไม่มีในโลก เกี่ยวข้องกับหลักธรรมะตรงๆ ๒ ประการ ได้แก่ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือ หิริ ความละอายแก่ใจ ไม่กล้าทำชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลจากการทำชั่วจะตามสนอง จึงจำเป็นในทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรลงไป จึงควรระลึกถึงคำพระที่ว่า นัตถิ โลเก ระโหนามะ ซึ่งแปลว่า ความลับไม่มีในโลก แล้วชีวิตจะปลอดภัยทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ในชาตินี้และชาติหน้า


นิทานคุณธรรม เรื่อง พระเลี้ยงลิง

นิทานคุณธรรม ตอน พระเลี้ยงลิง

นิทานคุณธรรม เรื่อง พระเลี้ยงลิง *!* มีเรื่องเล่าว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นยุคที่บ้านเมืองมีความสงบสุขมาก ความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมืองส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนมีระเบียบวินัย ข้อบังคับใดที่ทรงวางไว้ใครจะมาล่วงละเมิดไม่ได้ และเพราะเหตุที่บ้านเมืองมากไปด้วยระเบียบวินัยนี้เอง ทำให้ประชาชนบางพวกไม่พอใจ จึงขอให้พระเถระรูปหนึ่งไปเข้าเฝ้าเพื่อขอให้ทรงลดหย่อนเรื่องระเบียบวินัยลงเสียบ้าง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับสั่งว่าจะขอผัดผ่อนไปก่อนสัก ๗ วัน แล้วจึงจะให้คำตอบ และก่อนที่พระเถระจะกลับ ทรงถวายลิงตัวหนึ่งแก่พระเถระโดยขอร้องว่าอย่าล่ามโซ่ เมื่อพระเถระนำลิงมาเลี้ยงที่วัดโดยไม่ล่ามโซ่ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายขึ้นตามประสาลิงจนพระเถระทนไม่ไหว สามวันต่อมาจึงนำลิงไปส่งคืน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงตรัสว่า “พระคุณเจ้าเอาลิงตัวเดียวไปเลี้ยงโดยไม่ล่ามโซ่ มันยังทำความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ แต่โยมเลี้ยงคนทั้งประเทศ ถ้าโยมปกครองคนทั้งประเทศโดยไม่ใช้กฎหมายและระเบียบวินัยแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร” เมื่อได้ฟังดังนั้น พระเถระก็ยอมรับความจริงว่า การปกครองคนหมู่มาก จำเป็นต้องมีกฎหมายและระเบียบวินัย มิฉะนั้นบ้านเมืองจะวุ่นวายเหมือนการเลี้ยงลิงโดยไม่ล่ามโซ่นั่นเอง

        เรื่องนี้สอนให้เห็นชัดว่าความมีระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการอยู่ร่วมกัน เพราะระเบียบวินัยเป็นเครื่องฝึกให้คนรู้จักระวังตัว รู้จักควบคุมตัวเอง และรู้จักเชื่อฟัง ไม่ก่อปัญหาแก่คนอื่น คนมีระเบียบวินัยจึงเป็นคนที่มีคุณสมบัติในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช่แต่เท่านั้น ระเบียบวินัยยังเป็นเครื่องหนุนให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องสุจริต และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย ทางพระจึงสอนว่า วินัยที่ศึกษาและปฏิบัติดีแล้วเป็นมงคลยิ่งของชีวิต


นิทานคุณธรรม ตอน วจีประหาร

นิทานคุณธรรม เรื่อง วจีประหาร

นิทานคุณธรรม ตอน วจีประหาร #$#  ในครั้งพุทธกาล ชายคนหนึ่งไม่พอใจพระพุทธเจ้าที่ทรงให้ญาติของตนบวชเป็นภิกษุ จึงเข้าไปเฝ้าแล้วด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย พระพุทธเจ้าทรงรอจนชายคนนั้นด่าจบ จึงตรัสถามว่า “ท่านเคยจัดของต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมที่บ้านบ้างหรือไม่” เมื่อเขาตอบว่า “เคย” จึงตรัสถามอีกว่า “ถ้าแขกไม่บริโภค ของเหล่านั้นจะตกเป็นของใคร” เขาตอบว่า “เป็นของข้าพเจ้าตามเดิม” พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าตอบ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธตอบ เราไม่รับคำด่าของท่าน ฉะนั้น คำด่าเป็นต้น ย่อมตกเป็นของท่านตามเดิม”
       เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำลายกันด้วยวาจาจะก่อทุกข์ได้ ก็ต่อเมื่อผู้ถูกด่ารับไว้เท่านั้น ถ้าไม่รับไว้ คำด่านั้นก็ไม่มีพิษสงอะไรกับจิตใจ ความโกรธ ความรุ่มร้อนต่าง ๆ จะถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่เฉพาะในตัวของผู้สร้างมันขึ้นมาเท่านั้น เข้าทำนองของของตน เมื่อไม่มีผู้รับ ก็ต้องเป็นของตนวันยังค่ำ แม้คำเท็จ คำส่อเสียด เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน ในชีวิตจริง การจะมีสติและปฏิบัติได้อย่างนั้นอาจดูเหมือนเหลือวิสัย แต่เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า โดยปกติหากมีใครยื่นของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาให้ ก็ต้องพิจารณาก่อนว่า เป็นอะไร ใช้ประโยชน์ด้านไหน ดีหรือชั่ว ควรรับไว้หรือไม่ แล้วเหตุใด เมื่อมีผู้หยิบยื่นวาจาเป็นเครื่องประหารตัวเองมาให้ จึงจะรีบรับเอาด้วยความเต็มใจเล่า ทั้งที่พระพุทธองค์ก็ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้ว
     เมื่อพูดถึงการประหัตประหารกันแล้ว คนส่วนมากมักนึกถึงการประหัตประหารกันด้วยกำลังทางกายและด้วยอาวุธต่าง ๆ แต่การใช้วาจาเป็นอาวุธสำหรับประหาร เรียกว่า วจีประหาร ก็สามารถประหัตประหารสร้างความหายนะแก่กันได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าอาวุธอย่างอื่น โดยเฉพาะในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารเช่นปัจจุบันนี้

นิทานคุณธรรม ตอน ลิงแย่งผลไม้

นิทานคุณธรรม เรื่อง ลิงแย่งผลไม้

มีลิงตัวเล็ก ๆ สองตัวไปพบผลไม้ใหญ่หนึ่งผล ลิงทั้งสองจึงกระโดดเข้าตะครุบพร้อม ๆ กัน แล้วก็ยื้อแย่งผลไม้นั้นไปมา ต่างฝ่ายก็พูดว่า "ผลไม้นี้ของฉัน ฉันเห็นก่อน" ถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ ถึงแม้ลิงตัวหนึ่งจะเกิดความคิดว่า "เราควรแบ่งผลไม้กันคนละครึ่งดีกว่า" แต่ก็เกิดปัญหาอีกว่าจะมอบให้ใครเป็นคนแบ่ง เพราะถ้าให้ลิงตัวหนึ่งเป็นคนแบ่ง ลิงอีกตัวก็กลัวว่าตัวจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ได้ส่วนแบ่งที่น้อยกว่า แล้วลิงทั้งสองก็เถียงกันอีกว่า "ฉันแบ่งเอง ฉันแบ่งเอง" ในที่สุดก็ตกลงใจไปหาลิงตัวใหญ่ให้เป็นคนแบ่งผลไม้ให้
           ฝ่ายลิงตัวใหญ่กล่าวว่า "เราจะแบ่งให้เจ้าได้เท่า ๆ กันอย่างยุติธรรม" ว่าแล้วก็แบ่งผลไม้ออกเป็นสองชิ้น ชิ้นใหญ่ไว้ในมือขวา ชิ้นเล็กไว้มือซ้าย แล้วก็มองดูผลไม้ทั้งสองชิ้น เมื่อเห็นชิ้น ในมือขวา ใหญ่กว่า ก็กัดกินชิ้นนั้นเพื่อให้เท่ากับชิ้นในมือซ้าย พอกินเสร็จก็มองดูผลไม้ทั้งสองชิ้นอีกครั้ง และเห็นว่าชิ้นในมือซ้ายกลับใหญ่กว่า ก็กัดกินชิ้นนั้นทำเช่นนี้จนผลไม้หมดเกลี้ยงทั้งสองชิ้น ปล่อยให้ลิงตัวเล็กทั้งสองตัวนั่งมองหน้ากัน แล้วก็ทำตาปริบ ๆ ด้วยความเสียดาย
           ถ้าลิงทั้งสองอาศัยความสามัคคีปรองดองกัน สามารถรอมชอมกันได้ ไม่ห่วงแต่ว่าจะได้มากหรือน้อย มีความไว้วางใจกัน ให้เกียรติกัน ยอมให้ใครก็ได้เป็นผู้แบ่งปัน หรือถ้ามีความสันโดษ คือยินดีในส่วนที่ตนได้ พอใจในส่วนที่ตนมี เป็นต้น ลิงตัวเล็กทั้งสองย่อมได้ลิ้มรสผลไม้อันโอชะนั้นอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะขาดความสามัคคี มีแต่ระแวงซึ่งกันและกัน อาศัยแต่ความโลภเป็นที่ตั้ง มันจึงสูญเสียผลไม้ที่ควรได้อย่างน่าสงสาร ... นิทานคุณธรรม ตอน ลิงแย่งผลไม้

นิทานคุณธรรม ตอน ลิงเปิดแผล

นิทานคุณธรรม 1

นำเสนอ "นิทานคุณธรรม" ประจำวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๙ เรื่อง ลิงเปิดแผล ซึ่งเสนอนิทานคุณธรรมเป็นตอนแรกนะครับ จะเป็นอย่างไร เชิญติดตามอ่านกันเลย ... มีเรื่องเล่าว่า ลิงฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ วันหนึ่งลิงน้อยตัวหนึ่งกระโดดไปตามกิ่งไม้แต่คว้ากิ่งไม้พลาด ตกลงมากระแทกกับตอไม้เข้าอย่างจัง จนบาดเจ็บเป็นแผลที่ท้องมีเลือดไหลออกมา ลิงตัวอื่น ๆ เห็นเข้าจึงลงจากต้นไม้พากันไปแหวกดูแผล แผลที่มีอยู่เดิมก็ฉีกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดลิงตัวนั้นก็จบชีวิตอย่างทรมานเพราะความอยากรู้อยากเห็นของลิงทั้งหลาย
        หากจะกล่าวถึง "ความอยากรู้อยากเห็น" สำหรับความอยากรู้อยากเห็นนั้น เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของคนและสัตว์ มีทั้งคุณและโทษ จึงต้องมีควบคู่ไปกับการใช้วิจารณญาณ แรกสุดก็คือวิธีการที่จะทำให้รู้ให้เห็นว่า เป็นวิธีที่ทำให้ใครเดือดร้อนเสียหายหรือไม่ เพราะการกระทำเพื่อจะได้รู้ได้เห็นให้สมอยากนั้น บางทีก็เป็นการสร้างปัญหาให้คนอื่นเหมือนฝูงลิงที่พากันไปแหวกดูแผลจนลิงตัวหนึ่งต้องตายไป
       ต่อมาก็คือเรื่องที่อยากรู้อยากเห็น ต้องรู้ตัวว่าจะรู้ไปเพื่ออะไร คือรู้แล้วละเพราะได้บทเรียนที่เป็นอุทาหรณ์ รู้แล้วเริ่มเพราะเห็นตัวอย่างที่ดี หรือรู้แล้วหลงเหมือนคนที่อยากลองแล้วติดในอบายมุขหรือคนที่จ้องจะเอาสิ่งที่รู้นั้นไปเบียดเบียนผู้อื่น ถ้าไม่ใช่ทั้งสามเรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องสุดท้าย คืออยากรู้ขึ้นมาเฉย ๆ ไม่มีเหตุผล เป็นแค่ใจอยากแล้วขวนขวายเพื่อสนองความอยากอย่างเดียว
        ไหน ๆ คนเราก็มีธาตุแท้ของความอยากรู้อยากเห็นติดตัวมาด้วยกันทุกคน จะเลิกก็ไม่ได้ ก็จงใช้วิจารณญาณเข้ากำกับ ให้ความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นพลังในทางสร้างสรรค์ความดีงามเท่านั้น เพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ขาดสติ มักทำให้สูญเปล่าไปกับเรื่องไร้สาระบ้าง ทำให้ต้องเดือดร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่งบ้าง ไม่เฉพาะเรื่องลิงเปิดแผลนี้เท่านั้น ในชีวิตจริงก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วไม่น้อยทีเดียว

#นิทานคุณธรรม
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

ธรรมะเรื่องล่าสุด

Recent Posts Widget